การทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดชลบุรี พบว่า การกำหนดนโยบายการพัฒนาในพื้นที่ดำเนินการผ่านกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นผู้นำซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองกลุ่มเดิมผ่านเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ทำให้นโยบายและผลประโยชน์ถูกจำกัดอยู่ที่เครือข่ายชนชั้นนำของจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2544 – 2562 ซึ่งพบว่า ผลการเลือกตั้งของจังหวัดชลบุรีเป็นการเลือกตั้งที่ยึดติดกับตัวบุคคลมากกว่าสถาบันพรรคการเมือง ดังข้อสรุปของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้
ธนณัฏฐ์ ศรีโอษฐ์ (2556) ได้ฉายภาพพัฒนาการของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในจังหวัดชลบุรีใน 3 ช่วงเวลา โดยมีนโยบายกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และบริบททางการเมืองในระดับชาติเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ
ในช่วง พ.ศ. 2509 – 2540 โครงสร้างอำนาจทางการเมืองพัฒนาขึ้นจากโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ของเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน (เครือข่ายของท้องที่) ที่มี “นายสม” เป็นศูนย์กลาง โดยนายสมจะแบ่งปันทรัพยากรด้วยการให้ความช่วยเหลือทางการเงินและจัดสรรโครงการทีี่่ได้รับแลกกับการหาเสียงสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งเครือข่ายการปกครองท้องที่นี้ถูกนำไปใช้เป็นเครือข่ายหัวคะแนนทางการเมืองและเป็นแรงผลักดันให้นายสมก้าวสู่ตำแหน่งกำนันตำบลแสนสุขในปีพ.ศ. 2519 โดยไม่มีผู้แข่งขัน ภายหลังจากการเสียชีวิตของเสี่ยจิวทำให้เครือข่ายท้องที่รวมศูนย์ที่นายสมเพียงผู้เดียว การเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่ พ.ศ. 2526 นายสมขยายอำนาจทางการเมืองโดยให้เครือญาติที่ไว้วางใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะมีผู้ที่นายสมสนับสนุนได้รับชัยชนะด้วย การแบ่งผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ ของรัฐ (โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าน้อยกว่า 100 ล้านบาท) ให้แก่เครือข่าย ทำให้นายสมสามารถเข้าสู่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีของเทศบาลแสนสุขในปี พ.ศ. 2532 ได้โดยไม่มีคู่แข่ง ธนณัฏฐ์ (น.57-58) ระบุว่า เครือข่ายของนายสมในระยะนี้จึงเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ที่มีความซับซ้อนโดยลูกพี่มีเส้นสายที่มีระดับชั้นมากขึ้น ทั้ง (1) เส้นสายผู้นำในท้องถิ่น และ (2) เครือข่ายระดับรองของภรรยา ญาติสนิท คนใกล้ชิด เช่น ผ่านการประสานงานร่วมกับกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสตรี และพัฒนาชุมชน เป็นต้น รวมถึงเครือข่ายของญาติซึ่งเป็นกำนัน และคนสนิทที่เป็นเพื่อนสนิท/ลูกน้อง
ในยุคการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พ.ศ. 2540 – 2549 (ภายหลังการตราพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542, พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540, พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542) การรักษาและขยายโครงสร้างอำนาจของเครือข่ายของนายสมและบ้านใหญ่จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบสู่การใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ กล่าวคือ (1) นายสมในฐานะผู้นำสูงสุดและศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจ โดยดำรงตำแหน่งประธานประสานแผนงบประมาณจังหวัดชลบุรีทำให้มีบทบาทอย่างมากในการบริหารงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัดในพื้นที่ต่างๆ (2) คนในครอบครัว เพื่อนสนิท ที่ปรึกษาส่วนตัวและคนที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในจังหวัด เช่น นายกสมาคมสตรี นายก อบจ.ชลบุรี เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายของนายสมสามารถผูกขาด/รวมศูนย์อำนาจการบริหาร อบจ.ชลบุรีได้โดยตลอดผ่านกลไกการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้แก่ อปท. อื่นๆ โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในท้องถิ่นซึ่งโครงการเหล่านี้ยังเอื้อประโยชน์ให้กับผู้นำท้องถิ่นที่มีพื้นฐานมาจากผู้รับเหมาก่อสร้าง ยังผลให้นายสมสามารถสร้างเครือข่ายกับ อปท. ได้ทุกระดับ ทั่วทั้งจังหวัดชลบุรี (3) คนใกล้ชิดที่ไม่ใช่คนในครอบครัว ได้แก่ ส.ส. ซึ่งมีบทบาททำให้ท้องถิ่นในเครือข่ายของนายสมสามารถของบประมาณตามโควต้าที่กำหนดไว้ได้ นอกจากนี้คนใกล้ชิดในเครือข่ายระดับนี้จะมีประจำทุกอำเภอเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และ (4) เครือข่ายผู้นำระดับท้องถิ่น ได้แก่ สจ. นายกอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีบทบาททำงานโดยตรงกับประชาชน ความเข้มแข็งของเครือข่ายของนายสมทำให้ในการเลือกตั้งเมื่อ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 พรรคชาติไทยได้รับการเลือกตั้ง 6 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 7 ที่นั่ง) และการเข้าร่วมรัฐบาลทำให้ลูกชายของนายสมได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย นอกจากนี้พรรคชาติไทยยังมีมติให้นายสมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสาขาภาคตะวันออกของพรรคชาติไทย และลูกชายได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคชาติไทยในปี พ.ศ. 2545
เครือข่ายอำนาจของบ้านใหญ่ในรุ่นลูก (พ.ศ. 2549-2555) การหลบหนีของนายสมภายหลังจากการได้รับคำพิพากษาในคดีการทุจริตซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา และคดีจ้างวานฆ่าอดีตกำนัน ในอ.เมือง จ.ชลบุรี ทำให้ความเข้มแข็งของเครือข่ายระดับต่างๆ ถูกท้าทาย ในระดับชาติ: กรณีการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ผู้สมัครในเครือข่ายของบ้านใหญ่พ่ายแพ้ต่อผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ในระดับท้องถิ่น: ทำให้เกิดนักการเมืองท้องถิ่นกลุ่มใหม่ๆ เช่น ในการเลือกตั้งเทศบาลชลบุรี ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 ทำให้ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งแทนผู้สมัครจากเครือข่ายของนายสม เครือข่ายของนายสมจึงมีการปรับปรุงเครือข่ายท้องถิ่นใหม่โดยให้ลูกชายขึ้นมามีบทบาทเป็นผู้อุปถัมภ์สูงสุดแทนนายสม เครือข่ายคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดปรับบทบาทการทำงานโดยให้ลูกชายลงสมัครนายก อบจ.ชลบุรี นายกเมืองพัทยา และนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแสนสุข และให้ที่ปรึกษาของครอบครัวเป็นหัวหน้าพรรคพลังชล ซึ่งทำให้ในการเลือกตั้งเมื่อกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ส.ส.ของพรรคพลังชลได้รับเลือกตั้ง 6 ที่นั่งจากทั้งหมด 8 ที่นั่ง และมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง
ที่มา: กาญจนา บุญยัง. (2563). โครงการความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองในฤดูการเลือกตั้ง: กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรี. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
