ความเสี่ยงด้านระบบบัญชีการเงิน (1)

ความเสี่ยงด้านระบบบัญชีการเงิน

รูปแบบการทุจริตที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านระบบบัญชีการเงินที่สำคัญมีต่อไปนี้

การกระทำทุจริตโดยบุคลากรที่อยู่ในองค์กร (White-Collar) คือรูปแบบการกระทำทุจริตโดยบุคลากรที่อยู่ในองค์กร เป็นชนชั้นที่ปฏิบัติงานอยู่ในสำนักงานทั่วไป

การกระทำทุจริตโดยคนงานที่ใช้แรงงาน  (Blue-Collar) คือ รูปแบบการกระทำทุจริตโดยคนงานที่ใช้แรงงาน เป็นชนชั้นกรรมกร

การที่บุคคลหรือนิติบุคคลถือหลักทรัพย์แทนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (Nominee) คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ถือหลักทรัพย์แทนบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงและเป็นผู้ได้รับประโยชน์แท้จริงจากหลักทรัพย์นั้นๆ มีทั้งทางด้านสุจริต เช่น เพื่อความสะดวกในการซื้อขายหุ้นของคนในครอบครัวเดียวกัน การรักษาความลับในการลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ และเพื่อความสะดวกและความคล่องตัวในการบริหารพอร์ตการลงทุน ในทางด้านทุจริตเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย เช่น กฎการห้ามถือครองทรัพย์ ห้ามการสร้างราคา (ปั่นหุ้น) และกฎหมายฟอกเงิน

การขโมยเงินจำนวนเล็กน้อย (Round Down Fraud) คือ การขโมยเงินจำนวนเล็กน้อยจากจำนวนมหาศาลของเจ้าของเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ด้วยการคำนวณดอกเบี้ยซึ่งถูกจ่ายโดยบัญชีธนาคารถูกขยายการปัดเศษทศนิยม โดยเครื่องจะปัดทศนิยมที่มากกว่า 0.05 ลงทั้งหมด

การฉ้อโกงที่เกิดขึ้นในกรณีที่มีการโฆษณาออนไลน์ (Click Fraud) คือ การฉ้อโกงที่เกิดขึ้นในกรณีที่มีการโฆษณาออนไลน์แบบ Pay Per Click Advertising: PPC ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องจ่ายเงินทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณานั้น ผู้ทุจริตจะสร้าง Pop-up ไปวางไว้ที่เว็ปไซต์ต่างๆ เพื่อหลอกล่อให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคลิก อาจจะอยู่ในรูปแบบเกมส์ลับสมอง หรือโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริงเพื่อล่อใจ

การทุจริตใช้ข้อมูลบัตรเครดิต (Credit Card Fraud) คือ การทุจริตใช้ข้อมูลบัตรเครดิตอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน เช่น การขโมยบัตร (Stolen Card) บัตรปลอม (Counterfeit Card) บัตรแปลงข้อมูลจากบัตรจริง (Altered Card)

การใช้นโยบายบัญชีที่โอนย้ายรายได้ (Cookie Jar Reserve) คือ การใช้นโยบายบัญชีที่โอนย้ายรายได้จากรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันไปสู่รอบระยะเวลาบัญชีในอนาคต เพื่อให้ผลประกอบการดูดี ในปีทองฝ่ายบริหารอาจใช้วิธีการรับรู้รายได้ที่ระมัดระวังยิ่งขึ้นเพื่อชะลอการรับรู้รายได้และทำให้กำไรของงวดปัจจุบันลดลง กิจการจะสามารถรักษากำไรไปใช้ต่อในปีที่ตกต่ำ ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าผลประกอบการจะต่ำกว่าเป้าหมายของอัตราการเติบโต

การใช้ช่องว่างของการรับเงิน (Lapping) คือ การใช้ช่องว่างของการรับเงินและการบันทึกบัญชีในการหาประโยชน์ โดยวิธีการนี้ ผู้กระทำการทุจริตจะขโมยเงินสดที่ลูกค้ารายแรกนำมาจ่ายเพื่อการชำระหนี้ โดยไม่มีการบันทึกบัญชี ต่อมาเมื่อลูกค้ารายที่ 2 มาจ่ายเงินเพื่อการชำระหนี้ ก็จะนำเงินที่ได้รับนี้ไปจ่ายชำระหนี้ในนามของลูกค้ารายแรก และเมื่อได้รับชำระเงินจากลูกค้ารายที่ 3 ก็จะนำมาจ่ายในบัญชีลูกค้ารายที่ 2 โดยกระทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ การทำ Lapping นั้นจะต้องดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีเงินนำมาใช้คืนได้ และการทุจริตแบบนี้จะถูกตรวจพบได้ ถ้าหากการจ่ายชำระหนี้ของลูกค้าไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

การทุจริตโดยการหาประโยชน์จาการใช้ช่องว่างระหว่างเวลา  (Kiting) คือ การทุจริตโดยการหาประโยชน์จาการใช้ช่องว่างระหว่างเวลา คล้ายกับวิธีการ Lapping แต่ต่างกันตรงที่วิธีนี้ จะเป็นการใช้ช่องว่างของเวลาในการโอนจ่ายเงินผ่านธนาคารเป็นช่องทางทุจริต โดยผู้ทุจริตจะปกปิดการขโมยด้วยการสร้างเงินสดผ่านการโอนเงินระหว่างธนาคาร ยกตัวอย่างเช่น ผู้ทุจริตจะสร้างเงินสดโดยการสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีธนาคาร ก. เข้าบัญชี ธนาคาร ข. แต่เนื่องจากบัญชีในธนาคาร ก. มีเงินไม่พอจ่าย ดังนั้น ผู้ทุจริต จึงสั่งจ่ายเช็คจากบัญชี ธนาคาร ค. เข้าบัญชี ธนาคาร ก. ก่อนที่เช็คจากธนาคาร ข. จะมาขึ้นเงิน และเนื่องจากว่า บัญชีในธนาคาร ค. ก็จะไม่มีเงินเพียงพอเช่นกัน จึงต้องมีเงินฝากเข้าบัญชี ธนาคาร ค. ก่อนที่เช็คที่สั่งจ่ายแก่ ธนาคาร ก. จะมาขึ้นเงิน จึงต้องมีการจ่ายเช็คจากบัญชี ธนาคาร ข. หรือ บัญชีในธนาคาร ง. เข้าบัญชี ธนาคาร ค. ซึ่งจะทำให้บัญชีดังกล่าวไม่มีเงินเพียงพอด้วยเช่นกัน จึงต้องทำการสั่งจ่ายเช็คและนำเงินเข้าบัญชีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อรักษาไม่ให้เกิดเช็คเด้ง กลโกงแบบนี้ถือเป็นการกู้ยืมเงินที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยวิธีหนึ่ง

การปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ลงทั้งจำนวน  (Big-Bath Accounting) คือ การปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ลงทั้งจำนวน (Excessive Write-down) หรือการรับรู้ผลขาดทุนในปัจจุบันโดยบันทึกหนี้สินขึ้น เพื่อให้งบดุลตั้งอยู่บนหลักความระมัดระวัง กิจการมีค่าใช้จ่ายที่จะเป็นตัวฉุดผลประกอบการในงวดอนาคตที่น้อยลง เป็นการรายงานฐานะการเงินและผลประกอบการให้ต่ำในรอบระยะเวลาปัจจุบัน โดยการรับรู้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เพื่อให้ผลประกอบการในอนาคตดูดี เนื่องจากธุรกิจไม่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้นแล้ว เช่น การประมาณหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น หนี้สินจากการรับประกัน หรือการตัดมูลค่าสินทรัพย์ลงจำนวนมาก เช่น การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเกินจริง ดังนั้น การเลือกปฏิบัติตามวิธีการบัญชีที่มาตรฐานการบัญชีให้กำหนดแนวทางอนุโลม จะต้องพินิจพิเคราะห์ถึงเหตุผลเชิงลึกของการบันทึกรายการว่าเกิดจากความสุจริต หรือจงใจกระทำการทุจริต

การรักษาระดับกำไร (Income smoothing) คือ การรักษาระดับกำไรในแต่ละปีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามความคาดหมายของตลาดหรือผู้ถือหุ้น โดยฝ่ายบริหารจะใช้ข้อสมมติที่ระมัดระวังเกี่ยวกับการประมาณหนี้สงสัยจะสูญ ประมาณการหนี้สิน หรืออายุการใช้งานของสินทรัพย์ถาวรและมูลค่าคงเหลือ เพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และปรับแต่งกำไรให้ลดลง และอาจใช้วิธีการรับรู้รายได้ที่ระมัดระวังยิ่งขึ้นเพื่อชะลอการรับรู้รายได้และทำให้กำไรของงวดปัจจุบันลดลง กิจการจะสามารถรักษากำไรไปใช้ต่อในปีที่ตกต่ำ ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าผลประกอบการจะต่ำกว่าเป้าหมายของอัตราการเติบโต ในปีที่ตกต่ำ ฝ่ายบริหารอาจลดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหรือประมาณการหนี้สินลง หรือยืดอายุการใช้งานของสินทรัพย์หรือเพิ่มมูลค่าคงเหลือ เพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงและกำไรสูงขึ้น