กระบวนการในการเขียนตำรานั้น ผู้เขียนจะต้องรู้ชื่อเรื่องที่จะเขียน จากนั้นดำเนินการสร้างเค้าโครงเรื่อง โดยต้องมีองค์ความรู้ทั้งที่เป็นความรู้สั่งสมจากประสบการณ์และความรู้ในเชิงทฤษฎีหรือความรู้ที่เปิดเผยแล้ว ซึ่งเป็นความรู้เชิงประจักษ์ที่เป็นแนวคิด ทฤษฎี หลักการ หรือผลงานวิจัย ที่ได้รับการพิสูจน์และเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้การเขียนตำราที่ดีต้องคำนึงถึงความสละสลวยของภาษาและความถูกต้องด้านภาษา สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าของตำรา และยังแสดงถึงลีลาการนำเสนอของผู้เขียน สะท้อนถึงวิธีคิดและภูมิปัญญาของผู้เขียน ทำให้การเขียนตำรามีความแตกต่างจากตำราอื่นที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้เขียนตำราควรคำนึงถึงจรรยาบรรณและจริยธรรมในการเขียนตำราด้วย
กระบวนการในการเขียนตำรามีขั้นตอนดังนี้
4.1 การเลือกหัวข้อเรื่อง การเลือกหัวข้อเรื่องมีความสำคัญต่อการแต่งตำราเพราะผู้เขียนต้องคำนึงถึงความรู้และประสบการณ์ของผู้เขียน ความสนใจของผู้อ่านซึ่งถือเป็นการตลาด นอกจากนี้ผู้เขียนตำราควรหลีกเลี่ยงการเขียนที่ซ้ำกับท้องตลาดหากไม่มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากกว่าหรือเด่นกว่า ทั้งนี้ การตั้งชื่อเรื่องอาจมาตั้งตั้งแต่แรกหรือตั้งชื่อเรื่องในภายหลังได้เพื่อให้สอดคล้องหรือครอบคลุมประเด็นที่เขียน และควรคำนึงถึงการตั้งชื่อที่ดึงดูดความสนใจแก่ผู้อ่าน ทั้งนี้ชื่อเรื่องอาจเป็นประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำถามก็ได้
4.2 การระดมความคิดจากความรู้ที่มีอยู่ในเรื่องที่จะเขียน เป็นการระดมความคิดและความรู้ที่เป็นประเด็นของเรื่องที่จะเขียนและสื่อสารเป็นตัวอักษร ทั้งนี้จะมีทั้งหัวเรื่องที่เป็นประเด็นหลัก ประเด็นรองที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน และประเด็นย่อยตามลำดับ
4.3 การวางโครงร่างของบทความหรือตำรา และจัดกลุ่มให้เหมาะสม หากงานเขียนคนเดียวอาจหาผู้เชี่ยวชาญช่วยพิจารณาโครงร่างของตำรา ภายหลังจากการระดมความคิดและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องตำราที่จะเขียนแล้ว ผู้เขียนจะทำการจัดกลุ่มของประเด็นต่างๆ โดยมีประเด็นหลักและประเด็นย่อยในกลุ่มนั้นๆ ดังตัวอย่างรูปแบบการเขียนเค้าโครงเรื่องซึ่งเป็นหลักการเขียนตามแนวทางของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชดังนี้
บทที่ 1 …………………………………………………………..
1.1 …………………………………………………………..
1.1.1 …………………………………………………………..
1.1.2 …………………………………………………………..
1.2 …………………………………………………………..
1.2.1 …………………………………………………………..
1.2.2 …………………………………………………………..
บทที่ 2 …………………………………………………………..
2.1 …………………………………………………………..
2.1.1 …………………………………………………………..
2.1.2 …………………………………………………………..
2.2 …………………………………………………………..
2.2.1 …………………………………………………………..
2.2.2 …………………………………………………………..
4.4 การลงมือเขียน ซึ่งต้องอาศัยความตั้งใจและมุ่งมั่น ในการลงมือเขียนนั้น ผู้เขียนจะต้องทราบถึงองค์ประกอบในการเขียน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บทนำ เนื้อหาสาระ และบทสรุป
4.4.1 บทนำ การเขียนบทนำเป็นการแสดงให้เห็นว่าตำราที่จะเขียนนี้กำลังจะเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ประเด็นการเขียนจะเลือกมาจากคำสำคัญอะไรของชื่อเรื่องในตำราที่เขียน
4.4.2 เนื้อหาสาระ การเขียนในรายละเอียดของแต่ละประเด็นจำเป็นต้องพัฒนาจากการเขียนในลักษณะของการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสามารถเล่าเรื่องให้เห็นประเด็นที่สำคัญๆ สามารถถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นได้รู้ได้ ทั้งนี้โดยทั่วไปจะเริ่มที่ประเด็นหลักซึ่งเป็นประโยคสำคัญของย่อหน้านั้นๆ โดยจะมีประโยค สนับสนุนของข้อความในประเด็นหลัก และต่อด้วยการวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ในประเด็นนั้นๆ ทั้งนี้ผู้เขียนควรคำนึงถึงการเขียนที่มีความชัดเจนและเชื่อมโยงกันในแต่ละประโยค เป็นการเขียนแบบมีเหตุมีผล มีข้อมูลเชิงประจักษ์หรือเหตุผลมาสนับสนุน การเขียนนั้นเป็นการบอกสถานการณ์และ/หรือกรณีศึกษา เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น รวมถึงมีการเรียงร้อยภาษาให้มีความสละสลวย สามารถแสดงความเป็นเอกลักษณ์ทางภาษาของตนเองที่แตกต่างจากงานเขียนของผู้อื่นได้
4.4.3 บทสรุป เป็นการสรุปเนื้อหาสาระสุดท้ายของเรื่อง บอกประเด็นที่ผู้อ่านจะได้จากตำราเล่มนี้ และข้อเสนอแนะหรืออาจเป็นการส่งประเด็นปิดท้ายที่ประสงค์จะฝากให้ผู้อ่านให้ได้คิดต่อไป อย่างไรก็ตาม การสรุปจะต้องไม่เป็นการสร้างประเด็นการเขียนขึ้นมาใหม่ เพราะจะทำให้การจบประเด็นไม่สมบูรณ์ได้
บรรณานุกรม
ชุติมา สัจจานันท์. (ไม่ปรากฎปีที่พิมพ์). ความรู้เรื่องการเขียนตำรา.
ชุติมา สัจจานันท์. (ไม่ปรากฎปีที่พิมพ์). กระบวนการและหลักการเขียนตำรา.
บุญทิพย์ สิริธรังศรี. (2554). หลักการและเทคนิคการเขียนตำรา. วาราสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2
หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ประกาศ ก.พ.อ. พ.ศ. 2565
Crème, P & Lea, M.R. (2008). Writing at University: A Guide for Students. (3rd ed). England|: Open University Press.
