HRD Tip 2: กบต้มตัวนั้น…อย่าให้เป็นฉันเลย! โดย อ.ดร.สุปัญญดา สุนทรนนธ์

กบต้มตัวนั้น…อย่าให้เป็นฉันเลย!

“ชีวิตเราไม่เคยดีขึ้นด้วยโชคชะตาพาไปหรอก

มันดีขึ้น เพราะเราตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นต่างหาก”

Our life does not get better by chance,

It gets better by change.

จิม รอห์น Jim Rohn

เคล็ดลับที่แล้ว เราได้เห็นความอึดและความฉลาดในการเอาตัวรอดของเหล่าบรรดาควายน้อย  พอมาในตอนนี้ ก้อยกลับจะชวนให้พวกเราไม่กลายเป็นเหมือนสัตว์อีกประเภท  คือ บรรดา”กบน้อย” ทำไมน่ะเหรอคะ? งั้นเราไปลองดูเรื่องนี้กันก่อนค่ะ

ในตอนเย็นวันศุกร์นี้ที่ใคร ๆ ก็รอคอยเพราะเป็นศุกร์แห่งชาติ  ก่อนที่จะเริ่มต้นเดือนใหม่  นี่คือ….บทสนทนา  ระหว่างน้องเอ พนักงานออฟฟิศที่ทำงานในบริษัทใหญ่แห่งนี้มากว่า 5 ปีแล้ว กับ หัวหน้าของน้องเขา

Boss: “เอ่อ…เอ ผมมีเรื่องสำคัญ แต่มันจำเป็นต้องแจ้งคุณ คือ สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ”

น้องเอ: “ห๊า อะไรนะคะ?!…. ทำไมล่ะคะ…หัวหน้า”

Boss: “ก็เดือนหน้าคุณ ไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีกแล้ว แค่นั้นแหละ”

น้องเอ: “อ้าว ทำไมล่ะค่ะหัวหน้า…เอทำผิดอะไร ?!”

Boss:“บริษัทให้คุณออกแล้ว คุณช่วยเคลียร์ของต่างๆ ที่เป็นของบริษัทกลับมาด้วยนะ ก่อนกลับบ้านวันนี้”

น้องเอ: “หา อะไรนะ… นี่มันเรื่องอะไรกันค่ะ หนูทำผิดอะไร ทำไมบริษัท ให้ออกจากงาน กระทันหันแบบนี้เลย?!”

Boss:“นี่คุณเอ ไม่รู้ตัวเลยเหรอ? ผมว่า ผมเคยเตือนคุณมาบ้างแล้ว ผมว่า… คุณไปคุยฝ่ายบุคคลเองแล้วกันนะ”

….จบบทสนทนา ….

ไม่ต้องบอก เราก็คงรู้นะคะ ว่า…น้องเอ จะช็อคแค่ไหน กับเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงอาจจะได้เงินชดเชยบ้าง แต่รถ กับคอนโดฯ ที่ยังต้องผ่อนหนี้อีกหลายปี แล้วยังหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ ค่าบัตรเครดิตอีกล่ะ ไหนจะค่าใช้จ่ายของคนในบ้านที่ต้องให้ทุกเดือนอีกล่ะ…พอเป็นแบบนี้ แล้วจะทำยังไง?

ใช่ค่ะ…เรื่องของน้องเอ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเราเลยก็ว่าได้

แล้ว…น้องเขาผิด เขาพลาดตรงไหน?

ทำไมโดนเลิกจ้าง ทำไมบริษัทกล้าให้ออกเลย  แบบไม่เตือนล่วงหน้าแบบนี้?

นั่นเพราะว่า…ช่วงที่มีหยุดยาวในเดือนก่อน เอหายไปไม่มาทำงานติดต่อกันเกิน 3 วัน

ตอนที่มาปรึกษากับก้อยว่า…น้องเขาจะฟ้องร้องอะไรบริษัทได้บ้างหรือเปล่า?

เล่าไปเล่ามา เอบอกว่า…

ก็แค่กะจะลาไปเที่ยวบ้านที่ต่างจังหวัดสักวันสองวัน

แล้วก็ได้บอกเพื่อนร่วมงานเอาไว้ เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา ว่า…

ให้ฝากบอกหัวหน้าว่าขอลาพักสัก 1-2 วัน

แต่พอเอาเข้าจริง น้องเขากลับหายไป 4 วัน เพราะกลับต่างจังหวัดแล้วเริงร่า กลับมากรุงเทพเลยป่วย ขาดงานไปอีก 3 วัน  แต่ดันลืมยื่นใบลาป่วยตามมา  การลาที่หัวหน้าอนุมัติให้จริงๆ จึงเป็นแค่วันเดียว แถมก่อนหน้านี้ หัวหน้าก็เคยเตือนไว้แล้ว ว่าถ้าลาป่วย โทรมาลาได้จริง แต่ยังไงเมื่อกลับมาทำงานก็ต้องมีใบรับรองแพทย์ตามมา

แต่ที่ผ่านมาลาป่วยวันเดียว หัวหน้าก็หยวนๆ คราวนี้ก็เลยลืมๆไป

ก็นี่แหละค่ะ…ไอ้ที่ชะล่าใจ

คิดว่า…ไม่เป็นไร มันถึงเป็นแบบนี้!

เพราะบริษัทมีหลักฐานการขาดงานของเอ ที่ผิดกฎอยู่เต็มๆ

แล้วก็อย่างที่หัวหน้าพูด  เรื่องนี้ไม่ใช่ ไม่มีใครเตือนเอมาก่อน เพียงแต่มันไม่ใช่เป็นการเตือนแรงๆ จนทำให้…เอเริ่มชิน เริ่มประมาท และสุดท้ายก็พลาดไป เลยตายตอนจบอย่างที่เกิดขึ้น!

ภาวะที่น้องเอ เป็น  เรียกได้ว่าเหมือน “กบในน้ำอุ่น” ตามทฤษฎีที่นักวิชาการชาวไอริช ทิชชี่และเชอร์แมน (Tichy and Sherman ) ได้นำเสนอไว้เลยล่ะค่ะ

พวกเขา ทดลองเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบสนอง ของสัตว์โลกที่ปรับตัวเก่งอย่างกบ โดยนำกบชนิดเดียวกันและขนาดพอๆกัน มาต้มในอ่างน้ำ 2 อ่าง (โหดเนอะ…แต่เอาน่าเพื่อการศึกษา)

หม้อใบ1 : เป็นอ่างน้ำร้อนจัด ตั้งอยู่บนไฟร้อนๆ
หม้อใบ2 : เป็นอ่างน้ำที่อุ่นสบายๆ และทำให้ค่อยๆตั้งไฟให้ อุ่นขึ้น

เราลองทายดูซิค่ะ ว่า…กบในหม้อใบไหน ที่อยู่รอดปลอดภัย ได้มีชีวิตต่อ?

ถ้าคิดเผินๆ…อยู่ในน้ำอุ่นๆ น่าจะรอดมากกว่าซิ เพราะถ้าลงไปในน้ำร้อนก็โดนต้มแน่ๆ อ่ะ

งั้นเรามาดูผลการทดลองกว่า 100 ครั้งที่เกิดขึ้นกันดีกว่า…

ผลก็คือ…

ปรากฏว่า กบที่ใส่ในหม้อใบแรก คือ หม้อน้ำเดือด เป็นกบรอดชีวิต รอดตายทุกครั้ง แต่ แต่กบที่ใส่ในหม้อใบสอง หม้อน้ำอุ่นตอนแรกกบอยู่ได้สบายๆ แล้วค่อยๆ เปิดเตาให้ร้อนขึ้นกลับตายทุกที!

เราลองมาทายดูซิค่ะ…ว่า…ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

เป็นไงค่ะ….ทายถูกไหมเอ่ย?

เฉลยเลยดีกว่า…เหตุผลก็คือ…. 

ด้วยสัญชาติญาณของการเอาตัวรอดค่ะ!

กบในหม้อน้ำเดือดจะรู้ว่า…น้ำร้อนในทันที จึงรีบกระโดดออกมาหลังสัมผัสน้ำเดือดทุกครั้ง มันก็เลยรอด

ส่วนกบที่อยู่ในหม้อน้ำอุ่นจะรู้สึกสบายดี แล้วน้ำจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น มันก็คิดว่ามันยังไหว ยังปรับตัวได้ ยังสบายๆดีอยู่ มันก็ไม่ยอมกระโดดออกมา ยังคงอยู่ในหม้อน้ำ จนกระทั่งโดนความร้อนทำให้ค่อยๆอ่อนแรง อยู่ในน้ำที่ค่อยๆเดือดไปจนตาย! (โถ…น้องกบ R.I.P.นะ)

แล้วเรื่องของกบ กับเรื่องของพวกเรา มันเกี่ยวกันยังไงเหรอ?
ถ้าเป็นนิทานอิสป คงจบที่นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า…
บ่อยครั้ง เรามักจะเฉื่อยชาต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เหมือนที่กบที่ถูกปล่อยไว้ในน้ำอุ่น แล้วโลกก็ค่อยๆเพิ่มไฟ ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย แล้วเราก็ตายใจ แล้วก็ไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมโดดออกจากหม้อ หรือ comfort zone พฤติกรรมเดิมๆ ที่เราเข้าใจไปเองว่า… “ไม่เป็นอะไรสบายดี” แต่รู้ตัวอีกที คือ เราก็โดดออกไม่ไหว…ปรับใจไม่ทัน….ต้องนอนรอความตายไปแล้ว!

สำหรับก้อยแล้ว สรุปได้เลยว่า…

คนเราเปลี่ยนแปลงจาก “2วิ” คือ วิกฤติ กับ วิสัยทัศน์

หากรอเปลี่ยนเพราะ “วิแรก” เราอาจไม่เคยมีโอกาสเป็นได้ดังที่ฝัน หรือ ได้มีชีวิตตาม “วิแบบที่สอง” เลยก็ได้

และที่แน่ๆ คนที่อยู่รอด และรุ่งได้ในทุกสถานการณ์ไม่มีทางรอเปลี่ยนเพราะวิกฤติแน่ๆ เพราะมันช้าไป ไม่ทันกินแล้ว!!!

คำถามสำคัญ ก็คือ…

“แล้ววันนี้ล่ะ…เราจะเลือกเป็นกบตัวไหน?

และจะเปลี่ยนเพราะ “วิ” อะไร?”