การเกิดขึ้นของแนวคิดห้องปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ (Policy Lab) มีความเชื่อมโยงกับแนวโน้มสำคัญหลายประการ ประการแรกคือความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อการกำหนดนโยบายบนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเน้นการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ประการที่สองคือการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ซึ่งให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ การทำซ้ำ และการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้ร่วมสร้างสรรค์บริการและนโยบาย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากวาระรัฐบาลเปิด (open government agendas) ที่มุ่งส่งเสริมความโปร่งใส การให้อำนาจแก่ประชาชน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล
McGann et al. (2018) ได้อธิบายว่าการเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายของ Policy Lab ในช่วงทศวรรษ 2010 นั้น มีรากฐานมาจากปัจจัยผลักดันหลายประการ ได้แก่ ประการแรก เกิดจากความล้มเหลวของกระแสการปฏิรูปในอดีตที่แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management – NPM) ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลแบบภาคธุรกิจ ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้บริการภาครัฐขาดความเป็นมนุษย์และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้จริง ประการที่สอง อิทธิพลของธรรมาภิบาลภาครัฐแนวใหม่ (New Public Governance – NPG) โดยแนวคิด NPG ที่เน้นการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายและการสร้างสรรค์ร่วมกัน (co-creation) ได้สร้าง พื้นที่ทางทฤษฎีให้กับการเกิดขึ้นของ Policy Lab ในฐานะที่เป็นกลไกรูปธรรมในการนำภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมกันออกแบบนโยบาย (McGann et al., 2018, p.251) ประการที่สาม ความน่าดึงดูดใจของการคิดเชิงออกแบบ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในภาคเอกชน ได้ถูกนำเสนอในฐานะทางเลือกใหม่สำหรับภาครัฐ McGann et al. ได้ให้นิยามห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐว่า เป็นหน่วยงานที่ถูกกำหนดขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งใช้หลักการและระเบียบวิธีเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับนโยบายสาธารณะ (McGann et al., 2018, p.253) โดยเน้นความต้องการของพลเมืองผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง เป็นพื้นที่ที่นำผู้คนจากหลากหลายความเชี่ยวชาญ มาทำงานร่วมกันเพื่อระดมมุมมองที่แตกต่าง โดย Policy Lab ทำงานในลักษณะที่เป็นวงจรของการสร้างต้นแบบทดสอบ เรียนรู้ และปรับปรุง ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการกำหนดนโยบายแบบเส้นตรง (linear) ในอดีต
