การพัฒนานวัตกรรมมีความสำคัญต่อการเกิดขึ้นของธุรกิจสตาร์ทอัพและธุรกิจสมัยใหม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจสตาร์ทอัพมักเริ่มต้นจากการมองคุณค่าใหม่ที่แตกต่างจากรูปแบบธุรกิจเดิมที่เคยเป็นอยู่ ซึ่ง จอห์น ซันโด (Jon Sundho) เห็นว่าผู้ประกอบการธุรกิจในยุคใหม่มักนิยมริเริ่มธุรกิจใหม่ของตนเองโดยการใช้พาราไดม์ผู้ประกอบการ (entrepreneurship paradigm) ที่มีกรอบการมองธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากรูปแบบธุรกิจเดิมที่เป็นอยู่ (Sundho, 1995, pp.399-410) เช่น กรณีของบริษัท Apple ที่สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ก็เป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพโดยเริ่มจากการคิดค้นผลิตภัณฑ์มือถือที่แตกต่างจากเดิมโดยได้พัฒนามารุ่นแรกของโลก ซึ่งได้ทำให้โลกเกิดการตื่นตัวต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เรียกว่า i-phone เป็นอย่างมาก เป็นต้น การใช้คำว่าสตาร์ทอัพ ในสมัยก่อนเป็นคำที่นิยมใช้ เรียกกับบริษัทที่เกิดใหม่ ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน Silicon Valley ในประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาคำนี้ก็ใช้เรียกกันไปทั่วโลก โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยเป็นสตาร์ทอัพกันมาแล้วนั้น ก็มี Google, PayPal, Twitter และ Facebook โดยสตาร์ทอัพ เป็นกิจการที่เริ่มต้นธุรกิจจากจุดเล็กๆ สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ออกแบบให้ธุรกิจมีการทำซ้ำได้โดยง่าย (Repeatable) และขยายกิจการได้ง่าย (Scalable) มีการนำเทคโนโลยี และ/หรือ นวัตกรรมมาใช้เป็นหัวใจหลัก ในการสร้างธุรกิจ มักเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นจากไอเดียเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือเห็นโอกาสทางธุรกิจที่ยังไม่มีใครเคยคิดหรือทำมาก่อน ซึ่งโดยทั่วไปสตาร์ทอัพมักมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้ 1) การทบทวนและการค้นหาแนวคิดใหม่ของการดำเนินธุรกิจ (Startup Overview and Idea Discovery) 2) การแปลงไอเดียเป็นสินค้าหรือบริการเพื่อออกสู่ตลาด (Transform Ideas to Product) 3) การสร้างโมเดลธุรกิจและการวิเคราะห์เพื่อขยายธุรกิจ (Scaling up the Startup Business) และ 4) การเร่งขยายธุรกิจ (Becoming an Established Startup) โดยใช้แหล่งเงินทุน และวิธีการนำเสนอแผนธุรกิจต่อนักลงทุน (ณฤทธิ์ วรพงษ์ดี, 2560) โดยสตาร์ทอัพจะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นกลยุทธ์หลักในการพัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ เช่น Grab Taxi หรือ Grab สตาร์ทอัพสัญชาติเอเชียโดยเริ่มต้นประเทศมาเลเซียเป็นประเทศแรก เกิดขึ้นจากการเห็นปัญหาของการเรียกแท๊กซี่ จึงสร้างแอพพลิเคชันขึ้นมาให้ลูกค้าเรียก แท๊กซี่ผ่านแอพฯ โดยก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2012 ปัจจุบันมีคนใช้บริการกว่า 10 ล้านคน ครอบคลุม 6 ประเทศ และเพียงแค่ 4 ปี ก็มีมูลค่าธุรกิจสูงถึงแสนล้านบาท ($3 Billion) เป็นต้น
