งานวิจัยของ โอฬาร ถิ่นบางเตียว (2554) และ บทความของ โอฬาร ถิ่นบางเตียว (2556) ได้ศึกษาโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในภาคตะวันออก โดยมีคำถามสำคัญคือ เพื่อโต้แย้งความเชื่อที่ว่า กำนันเป๊าะเป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออกของนักวิชาการและสื่อมวลชนในขณะนั้น ด้วยการวิจัยเพื่อศึกษาอำนาจท้องถิ่นในภาคตะวันออกด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ จากนิยามของผาสุก พงษ์ไพจิตร ที่อธิบายว่า “เจ้าพ่อท้องถิ่นเป็นนาทยทุนท้องถิ่นที่มีอิทธิพลเหนือกฎหมายและเข้าไปมีบทบาททางการเมืองในระดับท้องถิ่นและ/หรือระดับชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยไม่จำเป็นต้องทำผิดกฎหมายหรือใช้ความรุนแรง” นั้น โอฬาร พบว่า ทุกจังหวัดภาคตะวันออกมีนายทุนท้องถิ่นที่มีอิทธิพลเหนือกฎหมายและเข้าไปมีบทบาทควบคุมการตัดสินใจทางการเมืองในทุกระดับทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยไม่จำเป็นต้องทำผิดกฎหมาย ภาคตะวันออกจึงไม่ได้มีเจ้าพ่อเพียงคนเดียว ดังนั้น กำนันเป๊าะไม่ได้เป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในแต่ละจังหวัดของภาคตะวันออกต่างก็มีกลุ่มอำนาจทางการเมืองหรือกลุ่มชนชั้นนำท้องถิ่นประจำอยู่ทุกจังหวัด เช่น นอกจากตระกูลคุณปลื้มแล้ว ในภาคตะวันออกยังมีตระกูลเทียนทอง ตระกูลฉายแสง ตระกูลตันเจริญ ตระกูลปิตุเตชะ ตระกูลอรุณเวสสะเศรษฐ์ ตระกูลการุณ ตระกูลวิลาวัลย์ ตระกูลภุมมะกาญจนะ ตระกูลหงส์วิไล ตระกูลกิตติธเนศวร ตระกูลอิสระเสนารักษ์ เป็นต้น
โอฬาร สรุปโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นในภาคตะวันออกว่า มี 4 ลักษณะ คือ จังหวัดที่มีโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นแบบขั้วอำนาจเดียวภายใต้อิทธิพลการเมืองของตระกูลเดียว จังหวัดที่มีโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นแบบสองขั้วภายใต้อำนาจอิทธิพลของ 2 ตระกูลใหญ่ จังหวัดที่มีโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นแบบสามขั้วภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของ 3 ตระกูล และจังหวัดที่มีโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นแบบไม่มีขั้วอำนาจชัดเจน
โดยกรณีจังหวัดชลบุรีมีโครงสร้างอำนาจแบบขั้วอำนาจเดียวภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของตระกูลเดียว อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่ตระกูลใหญ่ตระกูลเดียวเนื่องจากเป็นตระกูลที่มีฐานะทางเศรษฐกิจการเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านกระบวนการสะสมทุนทางเศรษฐกิจ (จากธุรกิจมืด ธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการ) และสะสมทุนทางสังคม (การบริจาคปีละ 30-50 ล้านบาท) มายาวนาน มีฐานะมั่งคั่งกว่าตระกูลอื่นๆ สามารถสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการเมืองได้กว้างขวางและมีฐานะเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของจังหวัด
นอกจากนี้ตระกูลดังกล่าวยังมีสายสัมพันธ์กับข้าราชการในจังหวัด สามารถผูกขาดอำนาจทางการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรโดยปราศจากคู่แข่งทางการเมืองที่มีศักยภาพจะแข่งขันได้ ตระกูลการเมืองจึงสามารถกุมอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองภายในจังหวัดได้ทุกระดับ สามารถกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองให้แก่เครือข่ายได้อย่างทั่วถึง
การรักษาอำนาจทางการเมืองมีการสืบทอดให้แก่คนในตระกูล และเครือข่ายทางการเมืองใกล้ชิด และรักษาเครือข่ายด้วยการสนับสนุนให้เข้าสู่อำนาจทางการเมืองในระดับต่างๆ โดยอาศัยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเวทีกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง
ที่มา: กาญจนา บุญยัง. (2563). โครงการความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองในฤดูการเลือกตั้ง: กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรี. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
