1) การปรับปรุงกระแสเงินสดของกิจการให้มีสภาพคล่อง สะท้อนถึงความสามารถของกิจการในการทำกำไรจากการดำเนินงาน (Operation Profit) หรือเรียกว่ากำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้ (Earnings Before Interest and Tax: EBIT) โดยจะต้องคำนึงถึงรายได้จากการขายหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานหลังภาษีเงินได้ โดยกิจการจะต้องควบคุมรายได้รวมให้สูงสุด และค่าใช้จ่ายรวมให้ต่ำสุด และเมื่อนำมาหักจำนวนเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่ใช้ดำเนินงานก็จะได้เงินสดที่จะได้รับหรือจ่ายไป ซึ่งอาจเรียกว่า กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow: FCF) ที่จะส่งผลต่อสภาพคล่อง (Liquidity) ของกิจการได้ โดยสภาพคล่องของกิจการจะเกิดขึ้นเมื่อกิจการใช้ประเภทเงินทุนให้เหมาะสมในการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท มีการควบคุมจังหวะเวลาของกระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่ายในปัจจุบันและในอนาคตให้สอดคล้องกัน เช่น กิจการมีการถือเงินสดหรือสินทรัพย์หมุนเวียนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและในปริมาณเพียงพอต่อการชำระหนี้สินหมุนเวียนที่ถึงกำหนดได้ ก็จะทำให้กิจการมีสภาพคล่องสูง แต่หากกิจการใดที่ไม่สามารถชำระหนี้ที่ถึงกำหนด กิจการนั้นจะอยู่ในสถานการณ์ขาดสภาพคล่องและอาจส่งผลให้เลิกกิจการได้ เป็นต้น จึงทำให้กิจการต้องมีการประเมินกำไรที่กิจการจะได้รับเพื่อวัดความสามารถในการดำเนินงานของกิจการ นั่นเอง
2) การลดต้นทุนเงินทุนของกิจการ เป็นต้นทุนจากเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่นำมาใช้ในการดำเนินงานของกิจการ โดยทั่วไปมักจะไม่ใช้แหล่งเงินทุนจากส่วนของเจ้าของเพียงแหล่งเดียว เพราะจะไม่ทำให้ต้นทุนเงินทุนของกิจการมีค่าต่ำที่สุด (กล่าวคือต้นทุนเงินทุนจะเท่ากับอัตราผลตอบแทนที่เจ้าของต้องการจากการลงทุน) โดยส่วนใหญ่ กิจการจึงมักใช้แหล่งเงินทุนจากหนี้สินและส่วนของเจ้าของ ทำให้ต้นทุนเงินทุนมักจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ต้นทุนจากหนี้สิน และต้นทุนจากส่วนของเจ้าของ จึงทำให้กิจการต้องมีการวิเคราะห์และตัดสินใจในการจัดหาเงินทุน ว่าจะมาจากแหล่งใด มีสัดส่วนหนี้สินและส่วนของเจ้าของของกิจการเป็นอย่างไร เพื่อทำให้ต้นทุนเงินทุนของกิจการต่ำที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ในการสร้างมูลค่ากิจการสูงสุดนั่นเอง ซึ่งการจัดการต้นทุนเงินทุนของกิจการต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น ระดับและแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยตลาด (Market Interest Rates) ทัศนคติของผู้บริหารต่อความเสี่ยงจากภาวะตลาด (Market Risk Aversion) (จากด้านต่างๆ เช่น ภาวะเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น) รวมทั้งส่วนผสมในสัดส่วนของหนี้สินและส่วนของเจ้าของ (Debt/Equity Mix) และความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะของธุรกิจ เช่น ประเภทธุรกิจ โครงสร้างรายได้ และค่าใช้จ่ายของกิจการ เป็นต้น หรือเป็นความเสี่ยงที่เกิดเฉพาะอุตสาหกรรม หรือการดำเนินงานภายในของกิจการเอง ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของกิจการ โดยหากมีมาก จะทำให้โอกาสในการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น จึงส่งผลต่อการจัดหาเงินทุน ทำให้กิจการมักจะกู้น้อยลง เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงโดยรวมสูงเกินไป (Brigham and Ehrhardt, 2014) ทั้งนี้ การจัดหาเงินทุนจะมีผลกระทบต่อต้นทุนเงินทุนจากส่วนของหนี้สินและส่วนของเจ้าของ หรืออาจเรียกว่าต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Costs of Capital: WACC) โดยกิจการจะต้องควบคุมการดำเนินงานในทุกกิจกรรมให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (Returns on Investment) สูงกว่าต้นทุนของเงินที่ใช้ในการลงทุน (Costs of Capital) เช่น กิจการใช้เงินลงทุนซึ่งมีต้นทุนร้อยละ 10 ต่อปี นำมาลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี กิจการจะมีกำไรเท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้น หรืออาจกล่าวได้ว่าในการดำเนินงาน กิจการควรดูแลโครงสร้างเงินทุนให้มีต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักต่ำที่สุดนั่นเอง (Brigham and Ehrhardt, 2014)
การอ้างอิง
Chandra, P., (2006), Financial Management Theory and Practice, 6th Edition, Tata McGraw Hill.
Elton, E. J., M. J. Gruber, S. J. Brown, and Goetzmann W. N (2007). Modern Portfolio Theory and Investment Analysis, Wiley.
Paramasivan, C. and Subramanian, T., (2016). Financial management. New Delhi, India: New Age International Publisher.
Shim, J.K. and Siegel, J.G., (2007), Financial Management, 3rd Edition, United States of America: The McGraw-Hill Companies.
