เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับค่าของเงิน หากมีคำถามว่า ถ้าจะให้รับเงิน 100 บาท ณ วันนี้ หรืออีก 1 ปีข้างหน้า คุณจะเลือกอะไร ทุกคนก็จะเลือกรับเงิน 100 บาท ณ วันนี้ เพราะสามารถนำเงินไปลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนในสิ้นปี ซึ่งจะทำให้เงินมีค่าที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 บาทได้ แต่หากจะให้รับเงินในอีก 1 ปีข้างหน้า ก็ต้องขอรับเงินมากกว่า 100 บาท เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องนำมาพิจารณา เช่น ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนต่อ ภาวะเงินเฟ้อ และความเสี่ยงระหว่างที่ต้องรอรับเงินอีก 1 ปี ข้างหน้า เป็นต้น ดังนั้น ถ้าจะต้องเลื่อนเวลาการรับเงินออกไปในอนาคต ก็จะไม่มีใครพอใจที่จะรับเงินจำนวนเท่ากันกับที่ควรได้ในปัจจุบัน เวลาจึงมีความสำคัญและมีค่าที่สามารถนำมาคิดเป็นตัวเงินได้
ทั้งนี้ ในการดำเนินธุรกิจ ปัญหาพื้นฐานของการจัดการการเงินที่ผู้บริหารต้องตัดสินใจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินอนาคตและเงินปัจจุบัน ซึ่งเงินปัจจุบันคือการลงทุนในวันนี้แต่ผลตอบแทนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต โดยจำนวนเงินที่จะรับในอนาคตจะต้องมากขึ้นเท่ากับว่าได้นำเงินจำนวนนั้นไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ ซึ่งอย่างน้อยควรจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับอัตราดอกเบี้ยของหลักทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง หรือกล่าวคือ โดยพื้นฐานแล้ว การที่เงินมีมูลค่าไม่เท่ากันในเวลาที่แตกต่างกัน เนื่องมาจากผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนต้องการ ซึ่งเป็นต้นทุนของเงินทุนของกิจการ โดยได้อธิบายรายละเอียดไว้ในเรื่องที่ 1.1.1 แล้ว ตัวอย่างเช่น หากต้นทุนของเงินทุนมาจากหนี้สิน เช่น การฝากเงินกับธนาคาร ต้นทุนของเงินทุนก็คือดอกเบี้ยที่ผู้ลงทุนต้องการ หรือ หากต้นทุนของเงินทุนมาจากส่วนของเจ้าของ เช่น การลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท ต้นทุนของเงินทุนก็คือเงินปันผลที่ผู้ลงทุนต้องการ เป็นต้น ทั้งนี้ในการอธิบายมูลค่าของเงินตามเวลาโดยทั่วไปมักจะอธิบายอัตราผลตอบแทนในนามของอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุนหรือการนำฝากเงิน ดังนั้น การที่เงินมีมูลค่าต่างกันจึงเกิดจากอัตราผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ย ซึ่งแตกต่างกันตามต้นทุนของเงินทุนที่ต่างกัน ทั้งนี้ เงินมีมูลค่าไม่เท่ากันยังเกิดจากระยะเวลาการฝากเงินหรือการลงทุน เนื่องจากดอกเบี้ยของเงินฝากหรือเงินลงทุนจะถูกนำมารวมทบต้นกับเงินที่ฝากหรือลงทุนในตอนแรก ทำให้เงินต้นในเวลาถัดไปมีจำนวนมากขึ้น เมื่อระยะเวลาการฝากหรือลงทุนยาวขึ้น ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเวลาก็จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น นั่นเอง (Brigham and Daves, 2014; Chandra, 2006; Paramasivan and Subramanian, 2016; Shim and Siegel, 2007)
การอ้างอิง
Brigham, E.F. and Daves, P.R., (2014), Intermediate Financial Management, 11st Edition, Cengage Learning.
Chandra, P., (2006), Financial Management Theory and Practice, 6th Edition, Tata McGraw Hill.
Paramasivan, C. and Subramanian, T., (2016). Financial management. New Delhi, India: New Age International Publisher.
Shim, J.K. and Siegel, J.G., (2007), Financial Management, 3rd Edition, United States of America: The McGraw-Hill Companies.
