Machines are coming to take our jobs คำกล่าวนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกปัจจุบันนี้ หน่วยงานวิจัยหลายแห่งคาดการณ์ถึงแนวโน้มที่เทคโนโลยี สมัยใหม่ทั้งระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ (AI) กระแสดิจิทัล (Internet of Things: IoT) ที่ใช้อย่างแพร่หลายในการผลิตสินค้าและบริการ ตลอดจนในชีวิตประจ าวันของเราว่าจะมาทดแทนหรือ เข้ามายึดครองตลาดแรงงานหรือไม่ ซึ่ง องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ได้ประเมินในปี 2018 ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า 14% ของแรงงานมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทดแทนด้วยระบบ อัตโนมัติ และอีก 30% จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทักษะที่ใช้ในการท างานอย่างมาก (มติชน รายวัน, 2562, หน้า 15)
สถาบัน Mckinsey Global Institute ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาได้ท าการศึกษาผลกระทบจากหุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์ที่ก าลังเข้ามามีบทบาททำงานหลายอย่างแทนคน โดยได้เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างหลากหลายอาชีพมากถึง 800 อาชีพใน 46 ประเทศ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งผลสำรวจบ่งชี้ว่าภายในปี ค.ศ.2030 หรืออีก 12 ปีจากน้ (พ.ศ.2573) จะมี คนตกงานทั่วโลก 800 ล้านต าแหน่งจากการถูกหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 1 ใน 5 ของตลาดแรงงานโลก (ไทยรัฐ, 2562, หน้า 8) จากผลการสำรวจนี้หมายความว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของงาน (Work Activities) ที่เคยใช้แรงงานคนจะถูกทดแทนโดยระบบ อัตโนมัติ นอกจากนี้หลายประเทศทั่วโลกต่างประสบปัญหาของการไม่สามารถสร้างเยาวชน และคนวัยท างานให้มีทักษะการท างานและทักษะชีวิตที่สูงพอที่จะเผชิญการท างานยุค เทคโนโลยีดิจิทัลนี้ได้ ท าให้เกิดค าถามว่าตลาดแรงงานและการศึกษาของประเทศไทยพร้อมที่ จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพงานและทักษะแรงงานในอนาคตได้หรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะต าแหน่งงานที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ คนที่ท างานควบคุมเครื่องจักรและ แรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร ประเทศที่ร่ ารวยจะได้รับผลกระทบมากกว่าเพราะนายจ้างมี ศักยภาพที่จะน าเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาทดแทนการใช้แรงงานคนได้ทันที ในขณะที่ ประเทศยากจนยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
สำหรับประเทศไทยผลกระทบที่เกิดขึ้นที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์และ ประกันภัยที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นธุรกิจที่จะถูกผลกระทบป็นอันดับต้น ๆ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยในปี 2561 ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ปิดสาขาไปแล้วกว่า 121 สาขา และจะถูกปิดลงไปอีกไม่ต่ ากว่า 50% หรือ รวมกันทั้งระบบจะมีไม่เกิน 3,500 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ถึง 6,734 แห่ง ซึ่งสอดคล้องกับ ข้อมูลส านักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) ที่ระบุว่ากลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของ เทคโนโลยีดิจิทัลหรือดิจิทัลดิสรัปต์ (Digital disrupt) จะเป็นต าแหน่งงานที่มีลักษณะซ้ า ๆ ซึ่งมี ประมาณ 30% หรือ 170,000 ต่ำแหน่ง คือเป็นผู้ให้บริการลูกค้าหรือเคาน์เตอร์สาขา 94,000 คน รองลงมาคือ นักบัญชีและการเงิน 51,000 คน จากปริมาณการจ้างคนในกลุ่มอุตสาหกรรม การเงินและประกันภัยทั้งระบบที่มี 548,000 คน นอกจากนี้ ยังมีหลาย ๆ อาชีพจะทยอยหายไปจากวงจร เช่น ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก งานที่เกี่ยวกับการกระจายสินค้าพนักงานรักษาความ ปลอดภัยหรือธุรกรรมที่ต้องใช้คนจ านวนมาก ฯลฯ (ไทยรัฐ, 2562, หน้า 8)
