หน้าที่พื้นฐานทั่วไปในการจัดการการเงินสามารถแบ่งเป็น 5 หน้าที่ใหญ่ๆ ได้แก่
1. การวิเคราะห์และการวางแผนทางการเงิน (Financial Analysis and Planning) ผู้บริหารการเงินจำเป็นต้องมีการวางแผนทางการเงิน หน้าที่นี้ถือว่าสำคัญมาก โดยในการวางแผนทางการเงินนั้น จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ทราบกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นเอาไว้เป็นการล่วงหน้าก่อน ว่ามีความต้องการเงินทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของกิจการอย่างไร รวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนและไม่หมุนเวียนที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนเหตุการณ์ทางด้านเศรษฐกิจและภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อองค์การ ในการวางแผนมักจัดทำงบประมาณโดยอาศัยทั้งข้อมูลในอดีตและข้อมูลคาดการณ์ในอนาคตเพื่อที่จะได้พยากรณ์ตัวเลขงบประมาณได้ล่วงหน้า ทั้งนี้การวิเคราะห์และวางแผนเกี่ยวกับการจัดการการเงินควรที่จะต้องเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของธุรกิจด้วย รวมทั้งประสานงานกับส่วนงานอื่นๆ เพื่อให้การทำงานมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
2. การตัดสินใจลงทุน (Investment Decision) ในการดำเนินธุรกิจ กิจการจะต้องมีการลงทุนในสินทรัพย์ เช่น สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น ทำให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจว่ากิจการจะลงทุนในสินทรัพย์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของการจัดการการเงินที่กำหนดไว้ เพื่อให้กิจการอยู่รอดและเติบโต ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนมักจะเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุใช้งานเกินกว่า 1 ปี ที่กิจการมีไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ เป็นต้น สินทรัพย์เหล่านี้เป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และการลงทุนในสินทรัพย์บางรายการมีผลผูกพันกับกิจการในระยะยาว จึงจำเป็นต้องวางแผนการจัดการใช้เงินทุนอย่างรอบคอบ ซึ่งการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมักจะทำในลักษณะโครงการลงทุน ซึ่งเป็นโครงการจากฝ่ายต่าง ๆ ขององค์การทั้งทางด้านการตลาด ด้านการผลิต และด้านทรัพยากรบุคคล ฯลฯ ที่กำหนดขึ้นเพื่อสนับสนุนงานด้านนั้นๆ ฝ่ายการเงินจะเป็นฝ่ายที่นำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และศึกษาความเป็นไปได้ วิเคราะห์กระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่ายหลังภาษีในปัจจุบันและที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต ตลอดจนผลตอบแทน ต้นทุนของเงินทุน และความเสี่ยงจากการลงทุนตลอดอายุของโครงการนั้น เพื่อตัดสินใจว่า โครงการนั้นๆ คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่
3. การตัดสินใจจัดหาเงินทุน (Financing Decision) ผู้บริหารการเงินจำเป็นต้องจัดหาเงินทุน เนื่องจากหลังจากที่ธุรกิจได้พยากรณ์ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์แล้ว ทำให้ทราบความต้องการเงินทุนของธุรกิจที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผู้บริหารก็จะตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนได้อย่างเหมาะสม เช่น กิจการควรจะจัดหาเงินทุนจากแหล่งใดมาใช้ในการลงทุน และถ้าใช้เงินทุนจากการก่อหนี้ควรจะกู้ยืมระยะสั้นหรือระยะยาวจึงจะเหมาะสม เป็นต้น โดยกิจการสามารถจัดหาเงินทุนได้จากแหล่งเงินทุนหลายรูปแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศ และแต่ละแหล่งเงินทุนก็มีต้นทุนของเงินทุนที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าใช้เงินทุนจากต่างประเทศต้องคำนึงถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และต้องทำการป้องกันความเสี่ยงด้วย
ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ แหล่งเงินทุนจากเจ้าหนี้ และแหล่งเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ
3.1 แหล่งเงินทุนจากเจ้าหนี้ อาจจัดหาจากหนี้สินหมุนเวียนหรือหนี้สินระยะสั้น ซึ่งเป็นเงินทุนที่มีกำหนดเวลาใช้คืนภายใน 1 ปี เช่น เจ้าหนี้การค้า และตั๋วเงินจ่าย เป็นต้น และหนี้สินไม่หมุนเวียนหรือหนี้สินระยะยาว ซึ่งเป็นเงินทุนที่มีกำหนดเวลาใช้คืนเกินกว่า 1 ปี เช่น การกู้เงินระยะยาว และการออกหุ้นกู้ เป็นต้น
3.2 แหล่งเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ เป็นการจัดหาเงินทุนระยะยาว ได้แก่ การออกหุ้นบุริมสิทธิ และหุ้นสามัญ เป็นต้น
ทั้งนี้ การจัดหาเงินทุนจากแหล่งเงินทุนที่แตกต่างกันจะมีผลต่อโครงสร้างเงินทุน สภาพคล่อง และความเสี่ยงของกิจการที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตัดสินใจจัดหาเงินทุนจึงเป็นการกำหนดโครงสร้างเงินทุนของกิจการที่มีสัดส่วนระหว่างหนี้สินและส่วนของเจ้าของให้มีความเสี่ยงทางการเงินที่เหมาะสม โดยทั่วไป ควรเลือกใช้ประเภทเงินทุนให้เหมาะกับการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทเพื่อจะได้มีกำหนดเวลาใช้คืนสัมพันธ์กับกำหนดเวลาที่ได้กระแสเงินสดรับจากการลงทุนนั้น ถ้าลงทุนในทุนหมุนเวียนหรือสินทรัพย์หมุนเวียนควรใช้เงินทุนระยะสั้น ถ้าเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนควรใช้เงินทุนระยะปานกลางหรือระยะยาว นอกจากนี้ ผู้บริหารควรศึกษาวิธีการจัดหาเงินทุนแต่ละแหล่ง ข้อดีข้อเสีย และเงื่อนไขที่เจ้าของเงินทุนกำหนด โดยคำนึงถึงต้นทุนเงินทุน ความเสี่ยง ข้อผูกพัน และระยะเวลาครบกำหนดการชำระหนี้ ก็จะทำให้ผู้บริหารการเงินสามารถตัดสินใจได้ว่าควรจะจัดหาเงินทุนจากแหล่งใด ระหว่างเงินทุนจากแหล่งเจ้าหนี้และส่วนของเจ้าของ และควรจัดหาเป็นสัดส่วนเท่าใด จึงจะทำให้ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักต่ำที่สุดภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
4. การจัดการทรัพยากรทางการเงิน (Management of Financial Resources) ผู้บริหารการเงินจำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรทางการเงินของกิจการที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการจัดการทรัพยากรทางการเงินมักเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์หมุนเวียน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุใช้งานไม่เกิน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ เป็นต้น การจัดการทรัพยากรทางการเงินจึงมักเกี่ยวข้องกับการจัดการเงินทุนหมุนเวียน โดยผู้บริหารจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนตามที่ต้องการและสภาพคล่องในระดับที่เหมาะสมแล้วยังก่อให้เกิดความสามารถในการทำกำไรให้แก่ธุรกิจในระดับที่น่าพอใจ หรืออาจกล่าวได้ว่าการจัดการทรัพยากรทางการเงินที่มีประสิทธิภาพจะทำให้กิจการสามารถมีเงินสดเพียงพอในการจ่ายค่าสินค้า วัตถุดิบต่างๆ และสามารถนำมาชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา รวมทั้งเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กิจการสามารถดำเนินงานในแต่ละวันได้อย่างต่อเนื่อง นั่นเอง
5. การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ในการดำเนินงานของธุรกิจทุกธุรกิจจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนในการดำเนินงานที่จะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยความเสี่ยงมีหลากหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านการตลาด ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน ความเสี่ยงด้านทรัพยากรมนุษย์ ความเสี่ยงด้านการเงิน และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและด้านระบบบัญชีการเงิน เป็นต้น ทำให้ผู้บริหารการเงินต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและทำการป้องกันความเสี่ยงหรือการประกันความเสี่ยงต่อไป
ทั้งนี้ หากเป็นกิจการขนาดใหญ่ การจัดการการเงินจะมีความซับซ้อนมากขึ้นและเกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นมากรายเนื่องจากกิจการมีการตัดสินใจขายหุ้นให้แก่มหาชนนั่นเอง ดังนั้น นอกจากหน้าที่พื้นฐานทั่วไปในการจัดการการเงินที่ได้กล่าวไปแล้ว ผู้จัดการการเงินยังต้องวางระบบข้อมูลเพื่อให้กิจการมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ถูกต้อง และต้องเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เชื่อถือได้ นอกจากวางระบบข้อมูลแล้ว ผู้บริหารการเงินยังต้องจัดให้มีการวางระบบการรายงานเพื่อวิเคราะห์และคัดเลือกข้อมูลมานำเสนอที่ชัดเจนทั้งข้อมูลภายในและภายนอกของกิจการ เช่น ระบบงบประมาณ ระบบการประเมินผลงาน และระบบการตอบแทน เป็นต้น ซึ่งต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญ เช่น ประเภทข้อมูล ระยะเวลาการรายงาน ลำดับของการรายงาน รูปแบบของรายงาน รวมถึงวิธีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระเบียบแบบแผน
โดยระบบข้อมูลภายในจะถูกนำไปใช้และเป็นประโยชน์ให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้วางแผนและตัดสินใจ เพื่อให้การดำเนินงานของกิจการเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ในกรณีที่มีการควบรวม ฟื้นฟู หรือเลิกกิจการ ผู้บริหารการเงินยังใช้ข้อมูลนี้ในการประเมินมูลค่าของกิจการและตีราคาทรัพย์สินได้อีกด้วย ส่วนระบบข้อมูลภายนอกจะถูกใช้พัฒนาเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปรายงานแก่ผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ถือว่าเป็นเจ้าของกิจการแต่มิได้มีส่วนร่วมในการบริหาร ตลอดจน เจ้าหนี้และหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียจะสามารถรับทราบข้อมูลและฐานะทางการเงินของกิจการ เช่น ผู้ถือหุ้นสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์การลงทุนจากการคาดคะแนผลประกอบการในอนาคตและราคาหุ้นของกิจการ เจ้าหนี้สามารถวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของกิจกาจ และหน่วยงานภาครัฐสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของกิจการว่าเป็นไปตามมาตรฐานรายงานงบการเงินว่าถูกต้องและมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีหรือไม่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ในภาวะที่เหตุการณ์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจหรือทำให้เกิดความผันผวนทางการเงิน เช่น วิกฤตการเงิน ภาวะเงินเฟ้อ ภาวะเงินตึงตัว และวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา-19 เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนโดยเฉพาะในระดับราคา เช่น ราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น ผู้จัดการการเงินจึงต้องติดตามข่าวสารเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจต่างๆ และเตรียมความพร้อมในการปรับตัวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้กิจการสูญเสียยอดขาย มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่สูงขึ้น ลดความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนและไม่หมุนเวียนก็อาจจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่กิจการคาดไว้ จนทำให้กำไรลดลง อาจถึงขั้นขาดทุนและต้องเลิกกิจการ ผู้บริหารการเงินจึงจำเป็นต้องทำหน้าที่พื้นฐานในการจัดการการเงินให้ดีที่สุดและยังต้องเพิ่มสภาพคล่องให้กิจการมีความคล่องตัวสูงสามารถปรับตัวได้กับความผันผวนที่เกิดขึ้น รวมทั้งจัดโครงสร้างเงินทุนที่มีความเสี่ยงน้อยลงโดยการลดสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และมีนโยบายการประหยัดและการควบคุมต้นทุนที่ดีเพื่อให้กิจการสามารถผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่ผันผวนไปได้
การอ้างอิง
Chandra, P., (2006), Financial Management Theory and Practice, 6th Edition, Tata McGraw Hill.
Elton, E. J., M. J. Gruber, S. J. Brown, and Goetzmann W. N (2007). Modern Portfolio Theory and Investment Analysis, Wiley.
Paramasivan, C. and Subramanian, T., (2016). Financial management. New Delhi, India: New Age International Publisher.
Shim, J.K. and Siegel, J.G., (2007), Financial Management, 3rd Edition, United States of America: The McGraw-Hill Companies.
