การสร้างบ้านในยุคนี้ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ นอกเหนือจากความคงทน ความสวยงาม และต้นทุนการก่อสร้างแล้ว การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบต่อโลกของเราได้เป็นอย่างมาก หากคุณมีความตั้งใจอยากจะสร้างบ้านพร้อมกับรักษ์สิ่งแวดล้อมไปด้วย เรามีวัสดุก่อสร้างบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหลากหลายประเภทให้คุณเลือกสรร ซึ่งในช่วงปี 2566-2567 ที่ผ่านมา วัสดุเหล่านี้ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการก่อสร้างบ้านเรา และ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการสร้างบ้านนั้น นอกจากเป็นการสร้างบ้านแบบยั่งยืนแล้ว ยังเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมและการลงทุนที่ชาญฉลาดด้วย เพราะวัสดุเหล่านี้ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมอบประโยชน์มากมายให้กับเจ้าของบ้าน ทั้งการประหยัดพลังงาน การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ บ้าน ที่สร้างด้วยวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังมักมีมูลค่าสูงขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ซึ่งบทความนี้ได้อัปเดตวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
1. คอนกรีตมวลเบาผสมเถ้าชานอ้อย
คือการนำเถ้าชานอ้อยซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตน้ำตาล มาผสมลงในคอนกรีตมวลเบา ไม่ใช่แค่ช่วยลดน้ำหนักและต้นทุนการก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำขยะจากอุตสาหกรรมน้ำตาลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างครบวงจรอีกด้วย ซึ่งโครงการบ้านเอื้ออาทรหลายแห่ง เลือกใช้วัสดุนี้ในการก่อสร้าง เรียกได้ว่าเป็นวัสดุที่ทั้งรักษ์โลกและประหยัดด้วย
2. อิฐบล็อกประสานจากเศษไม้และพลาสติก
เป็นอิฐที่ผลิตจากการนำพลาสติกและเศษไม้ที่ผ่านการรีไซเคิลมาบดผสม แล้วอัดขึ้นรูปเป็นบล็อกอิฐ ซึ่งโดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบา ความทนทานสูง และราคาที่ถูกกว่าอิฐแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ดินและพลังงานจากการเผาไหม้ในกระบวนการผลิต บ้านต้นแบบจากวัสดุรีไซเคิลของหลายที่จึงเลือกใช้อิฐนี้ในการก่อสร้างกันอย่างแพร่หลาย
3. ฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยธรรมชาติ
คือการนำเส้นใยจากพืชธรรมชาติ เช่น ปอ กัญชง และมะพร้าว มาผลิตเป็นฉนวนกันความร้อน ด้วยคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน แถมยังมีราคาถูกกว่าฉนวนสังเคราะห์ และสามารถปลูกทดแทนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งอาคารอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงานได้นำฉนวนชนิดนี้มาใช้แล้ว และเริ่มมีฉนวนชนิดนี้ออกว่างจำหน่ายแล้วด้วย
4. สีอีพ็อกซี่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เป็นสีที่มีสารประกอบอินทรีย์ระเหยต่ำ (Low VOCs) ปราศจากสารปรอท ตะกั่ว และสารพิษอื่นๆ เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่แพ้สารเคมีง่ายและบ้านที่มีเด็กอาศัยอยู่ ด้วยการปล่อยฝุ่นละอองและสารพิษในระดับต่ำ ไม่มีสารก่อมะเร็ง อีกทั้งยังดูแลรักษาง่าย มีความคงทนสูงอีกด้วย เราจึงมักเห็นกันตามโรงพยาบาล โรงเรียน รวมถึงโรงงานและพื้นที่ปิด
5. แผ่นยิปซัมจากวัสดุรีไซเคิล
เป็นแผ่นยิปซัมที่ผลิตจากเศษยิปซัมเหลือใช้จากงานก่อสร้าง ซึ่งผ่านการบดย่อยและนำมาอัดเป็นแผ่นใหม่ ช่วยลดการทำลายธรรมชาติจากการระเบิดหินยิปซัมได้เป็นอย่างดี
6. แผ่นไม้สังเคราะห์จากเศษไม้และพลาสติก
คือการนำเศษไม้และพลาสติกที่ใช้แล้ว มาบดย่อยและนำมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อนจะขึ้นรูปเป็นแผ่นไม้สังเคราะห์สำหรับใช้ทดแทนไม้จริง ซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศ ไม่ผุกร่อน หรือแตกหักเหมือนไม้ธรรมชาติ อีกทั้งยังดูแลรักษาง่าย มีให้เลือกหลากหลายสีสัน แถมยังเป็นการช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นพื้นไม้ระแนง ฝาผนัง เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสะพานไม้ ก็นิยมใช้ไม้สังเคราะห์กันอย่างแพร่หลาย
7. คอนกรีตพรุนซึมน้ำ (Pervious Concrete)
เป็นคอนกรีตชนิดพิเศษที่มีช่องว่างระหว่างเนื้อคอนกรีตมากกว่าปกติ ทำให้น้ำสามารถซึมผ่านเนื้อคอนกรีตลงสู่ชั้นใต้ดินได้ดี จึงช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขัง เก็บกักน้ำไว้ใต้ดิน ช่วยเติมน้ำใต้ดิน ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง แถมยังช่วยกรองมลพิษต่างๆ ที่ไหลผ่านไปกับน้ำอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้เป็นพื้นที่จอดรถ ถนน ทางเท้า ลานกิจกรรม เช่น พื้นถนนรอบสวนสาธารณะเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
8. กระจกเซลล่าร์โซลาร์ (Solar Cell Glass)
คือกระจกที่ผนวกเซลล์แสงอาทิตย์เอาไว้ด้านใน สามารถดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าได้โดยตรง ที่สำคัญคือช่วยประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ด้วย เพราะสามารถติดตั้งเป็นกระจกหน้าต่าง ผนังกรอบอาคาร ไปจนถึงหลังคากระจกได้เลย ช่วยผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ในตัว ตัวอย่างการใช้งานจริงเช่น อาคารสำนักงานใหญ่ของ King Power Group ที่ประยุกต์ใช้กระจกโซลาร์เซลล์เป็นหลังคาอาคาร
9. ไม้รีไซเคิล
ไม้รีไซเคิลเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความคลาสสิกและต้องการลดการตัดไม้ใหม่ ไม้ชนิดนี้มักได้มาจากอาคารเก่า สะพาน หรือโครงสร้างอื่น ๆ ที่ถูกรื้อถอน
ข้อดี: มีเสน่ห์เฉพาะตัว สร้างบรรยากาศอบอุ่นและมีเอกลักษณ์ แข็งแรงทนทาน เพราะผ่านการบ่มมานาน ลดการตัดไม้ใหม่และลดขยะจากการรื้อถอน
ข้อควรพิจารณา: อาจมีราคาสูงกว่าไม้ใหม่ อาจต้องใช้เวลาในการหาไม้ที่มีขนาดและคุณภาพตรงตามที่ต้องการ
10. ฉนวนกันความร้อนจากวัสดุธรรมชาติ
ฉนวนกันความร้อนจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ขนแกะ เส้นใยกัญชง หรือเซลลูโลสรีไซเคิล สามารถใช้แทนที่ฉนวนใยแก้วหรือโฟมได้
ข้อดี: ประสิทธิภาพสูงในการป้องกันความร้อนและเสียง ปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ระคายเคืองผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเมื่อหมดอายุการใช้งาน
ข้อควรพิจารณา: อาจมีราคาสูงกว่าฉนวนทั่วไป บางชนิดอาจต้องมีการป้องกันแมลงและความชื้นเป็นพิเศษ
11. กระจกประหยัดพลังงาน
กระจกประหยัดพลังงานเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมการถ่ายเทความร้อนระหว่างภายในและภายนอกอาคาร ช่วยลดการใช้พลังงานในการทำความเย็นและความร้อนภายในบ้าน
ลักษณะและประเภทของกระจกประหยัดพลังงาน:
- กระจก Low-E (Low Emissivity Glass): มีการเคลือบโลหะออกไซด์บางๆ บนผิวกระจก สะท้อนรังสีความร้อน (infrared) แต่ยอมให้แสงผ่านได้ มีทั้งแบบ Hard Coat (เคลือบขณะผลิตกระจก) และ Soft Coat (เคลือบหลังจากผลิตกระจก)
- กระจกฉนวนแบบหลายชั้น (Insulated Glazing Units หรือ IGU): ประกอบด้วยกระจกตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป โดยมีช่องว่างระหว่างชั้น ช่องว่างอาจบรรจุอากาศหรือก๊าซเฉื่อย เช่น อาร์กอน หรือคริปตอน เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการเป็นฉนวน
- กระจกสะท้อนแสง (Reflective Glass): มีการเคลือบโลหะบางๆ เพื่อสะท้อนแสงและความร้อน ลดความร้อนที่เข้าสู่อาคาร แต่อาจลดแสงธรรมชาติด้วย
- กระจกเปลี่ยนสีตามแสง (Photochromic Glass): เปลี่ยนความทึบแสงตามความเข้มของแสง ช่วยลดความร้อนและแสงจ้าในช่วงที่แดดแรง
- กระจกเปลี่ยนสีด้วยไฟฟ้า (Electrochromic Glass): สามารถควบคุมความทึบแสงได้ด้วยการปรับกระแสไฟฟ้า ให้ความยืดหยุ่นในการควบคุมแสงและความร้อนตามต้องการ
ข้อดี: ลดค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อน ช่วยลดแสงจ้าและรังสี UV ที่เข้าสู่บ้าน เพิ่มความสบายให้กับผู้อยู่อาศัย
ข้อควรพิจารณา: มีราคาสูงกว่ากระจกธรรมดา แต่คุ้มค่าในระยะยาว ควรเลือกชนิดที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ของคุณ
12. วัสดุปูพื้นจากวัสดุรีไซเคิล
วัสดุปูพื้นจากวัสดุรีไซเคิลเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจในวงการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วมาแปรรูปเป็นวัสดุปูพื้นใหม่ที่มีคุณภาพสูง เช่น
- พื้นไม้ลามิเนตรีไซเคิล: ที่ผลิตจากเศษไม้และเยื่อไม้ที่ผ่านการใช้งานแล้ว มีลวดลายและสีสันเหมือนไม้จริงทนทานต่อรอยขีดข่วนและความชื้น
- กระเบื้องยางรีไซเคิล: ผลิตจากยางรถยนต์เก่าและพลาสติกรีไซเคิล มีความยืดหยุ่น นุ่มเท้า และดูดซับเสียงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการความทนทานสูง เช่น ห้องออกกำลังกาย
- พื้นคอมโพสิตจากพลาสติกรีไซเคิล: ผลิตจากขวดพลาสติกและถุงพลาสติกที่ผ่านการใช้งานแล้ว ทนทานต่อความชื้น ไม่ผุกร่อน มีหลากหลายสีและลวดลายให้เลือก
- กระเบื้องแก้วรีไซเคิล: ผลิตจากขวดแก้วและกระจกที่ผ่านการใช้งานแล้ว สวยงาม มีเอกลักษณ์ และสามารถสร้างลวดลายได้หลากหลาย เหมาะสำหรับการตกแต่งพื้นที่พิเศษในบ้าน
- พื้นคอนกรีตผสมวัสดุรีไซเคิล: ผสมเศษแก้ว เศษกระเบื้อง หรือเศษคอนกรีตเก่าลงในคอนกรีต ช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดขยะจากการก่อสร้าง มีความแข็งแรงและทนทานสูง
ข้อดี: ลดขยะและการใช้ทรัพยากรใหม่ ประหยัดพลังงานในการผลิต คุณสมบัติที่ดี: หลายชนิดมีความทนทานสูง ทนต่อความชื้น วัสดุมีความหลากหลาย: มีรูปแบบ สี และลวดลายให้เลือกมากมาย สามารถตอบสนองความต้องการด้านการออกแบบได้
ข้อควรพิจารณา: คุณภาพที่อาจไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากใช้วัสดุรีไซเคิล คุณภาพอาจแตกต่างกันในแต่ละล็อตการผลิต
การติดตั้ง: อาจต้องใช้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการติดตั้ง
การดูแลรักษา: บางชนิดอาจต้องการการดูแลรักษาเป็นพิเศษเพื่อรักษาคุณภาพในระยะยาว
13. สีที่ปราศจากสารระเหยอินทรี (VOC)
สีที่ปราศจากสารระเหยอินทรีย์ (VOC) หรือมีปริมาณ VOC ต่ำ เป็นผลิตภัณฑ์สีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
สารระเหยอินทรีย์ (VOCs) คือ (Volatile Organic Compounds หรือ VOCs) เป็นสารเคมีที่ระเหยเป็นไอได้ง่ายที่อุณหภูมิห้อง พบได้ในผลิตภัณฑ์หลายชนิด รวมถึงสีทาบ้าน สารเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ระคายเคืองตา จมูก และคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และในบางกรณีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
ข้อดี: ปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีกลิ่นฉุน เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กหรือผู้ที่แพ้ง่าย บางยี่ห้อผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ข้อควรพิจารณา: อาจมีราคาสูงกว่าสีทั่วไป บางชนิดอาจต้องทาหลายรอบเพื่อให้ได้สีที่เข้มขึ้น
วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล้วนมีคุณสมบัติที่โดดเด่นและยั่งยืน สามารถเพิ่มคุณค่าให้กับบ้านในแง่ของประสิทธิภาพการใช้งาน ความสวยงาม และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การใช้วัสดุเหล่านี้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ดังนั้น การเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีความเป็นมืออาชีพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยวางแผนการก่อสร้าง เลือกวัสดุที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและงบประมาณ รวมถึงออกแบบและก่อสร้างบ้านให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด สามารถให้คำปรึกษาในการสร้างบ้านที่สวยงามและน่าอยู่ ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกเราให้ยั่งยืนต่อไป
