แนวคิด “ผู้ว่าฯ CEO” คือการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เสมือน Chief Executive Officer ของจังหวัด ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดแบบบูรณาการ (integrated, area-based, single command) ระดมความร่วมมือทุกภาคส่วน และรับผิดชอบผลลัพธ์ระดับพื้นที่อย่างชัดเจน (ตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์ – แปลงเป็นแผน – ขับเคลื่อน – ติดตามประเมินผล) ซึ่งเริ่มผลักดันอย่างจริงจังตั้งแต่ยุคปฏิรูประบบจังหวัดช่วงต้นทศวรรษ 2540–2546 ปัจจุบัน แนวคิดนี้มีกฎหมายรองรับชัดเจนผ่าน พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ซึ่งสร้างกลไก “ก.น.บ.” และวางหลักการบริหารเชิงพื้นที่ ตลอดจนการบูรณาการให้ผู้ว่าฯ กำกับแผนและงบประมาณในจังหวัดให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของพื้นที่
ความสำคัญต่อการบริหารภาครัฐเชิงพื้นที่ คือ เป็นกรอบการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ โดยใน การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อ 4 ธ.ค. 2566 เห็นชอบให้สำนักงบประมาณ “ยึดแผนพัฒนาจังหวัดเป็นหลัก” ในการพิจารณางบของทุกหน่วยที่ลงพื้นที่จังหวัด และให้กระทรวง/กรมแจ้งแผนปฏิบัติการประจำปีให้ผู้ว่าฯ รับทราบ หากไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด ผู้ว่าฯ มีสิทธิ์ขอปรับเวลา/แผน เพื่อให้การขับเคลื่อนในพื้นที่มีเอกภาพมากขึ้น
การบริหารของผู้ว่า CEO จึงเป็นการสร้างอำนาจและความรับผิดชอบที่ชัดขึ้น: มีการเร่งเดินหน้า “มาตรา 53” ของ พ.ร.กฤษฎีกาฯ 2565 ให้ปลัดกระทรวง/อธิบดี มอบอำนาจด้าน HR ส่วนภูมิภาค (ประเมิน-เลื่อนเงินเดือน-วินัย) ให้ผู้ว่าฯ เพื่อเชื่อม “อำนาจ → ผลลัพธ์”
มีการจัดทำระบบ/ข้อมูลแบบ One Plan–One Data: กระทรวงมหาดไทยจัดทำคู่มือและแนวทางบูรณาการแผนระดับพื้นที่ (ตั้งแต่หมู่บ้าน-ตำบล-อำเภอ-จังหวัด) และผลักดัน “One Data” เพื่อให้การตัดสินใจเชิงพื้นที่ยึดข้อมูลเดียวกัน.
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ คือ กระบวนการแก้กฎหมาย (ปี 2568/2569) การรับฟังความเห็นเพื่อปรับ “พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน” ให้ เพิ่มอำนาจหน้าที่ผู้ว่าฯ โดยอิงบทบัญญัติของ พ.ร.กฤษฎีกา 2565 ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบความสัมพันธ์กับ อปท. และผู้นำชุมชน คือ ผู้ว่า CEO ต้อง “บูรณาการการทำงานโดยไม่ทับซ้อน” กับ อปท. (เทศบาล/อบจ.) และโครงสร้างท้องที่-ชุมชน (กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน/ประธานชุมชน) ซึ่งแตกต่างมากในเมืองใหญ่กับชนบท
