ทฤษฎีเกี่ยวกับนโยบายเงินปันผล (3): Tax Preference

  • Post author:

นอกจากทฤษฎี Dividend Irrelevance และ Bird-in-the-hand แล้ว ยังมีอีกหนึ่งทฤษฎีที่นำเรื่องภาษีเข้ามาร่วมอธิบายนโยบายเงินปันผลคือ Tax Preference

นักลงทุนแต่ละคนอาจมีความต้องการเงินปันผลที่แตกต่างกัน นักวิชาการที่สนับสนุนทฤษฎีนี้มีสมมติฐานว่า นักลงทุนต้องการให้บริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตราที่ต่ำ เนื่องจากเหตุผลหลัก 2 ประการคือ

            1) อัตราภาษีที่แตกต่างกัน โดยปกติอัตราภาษีของเงินปันผลที่นักลงทุนต้องจ่ายให้รัฐบาลจะสูงกว่าอัตราภาษีจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ทฤษฎีนี้จึงสนับสนุนแนวคิดที่ว่านักลงทุนต้องการให้กิจการเก็บกำไรสะสมไว้ลงทุนต่อในโครงการต่างๆ ซึ่งจะทำให้เกิดกำไรแก่กิจการและราคาหุ้นจะสูงขึ้นในอนาคต เมื่อนักลงทุนตัดสินใจขายหุ้นและได้รับส่วนต่างราคาหุ้นก็จะทำให้นักลงทุนเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าการได้รับเงินปันผล

            2) ระยะเวลาเสียภาษีที่แตกต่างกัน นักลงทุนจะต้องเสียภาษีทันทีหากได้รับเงินปันผล แต่ภาษีที่เรียกเก็บจากการขายหุ้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักลงทุนตัดสินใจขายหุ้นออกไป ดังนั้น ความแตกต่างนี้จึงเป็นการชะลอเวลาในการเสียภาษีของนักลงทุน ในกรณีของประเทศไทยนักลงทุนไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นหรือ Capital Gain

หากจะเปรียบเทียบราคาหุ้นสามัญและต้นทุนเงินทุนของทฤษฎี Dividend Irrelevance Bird-in-the-hand และ Tax Preference จะเห็นว่า ภายใต้ทฤษฎี Dividend Irrelevance ไม่ว่าจะกำหนดจ่ายเงินปันผลมากหรือน้อยก็ไม่มีผลต่อราคาหุ้นสามัญและต้นทุนเงินทุน แต่สำหรับทฤษฎี Bird-in-the-hand นั้น ยิ่งกิจการกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลมากเท่าไร ราคาของหุ้นสามัญก็จะสูงขึ้น และต้นทุนเงินทุนจะลดลง และสำหรับทฤษฎี Tax Preference หากกิจการกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงจะทำให้ราคาหุ้นสามัญลดลง แต่การที่กิจการกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงจะทำให้ต้นทุนเงินทุนของกิจการสูงขึ้นด้วย