ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลของ อบต. กับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลของ อบต. กับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย

บทนำ

องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในการให้บริการสาธารณะและพัฒนาชุมชนระดับตำบล ในบริบทการปฏิรูปการบริหารภาครัฐของไทย มีการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับ ประสิทธิผลของอบต. ให้สูงขึ้น ทั้งด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน การสร้าง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมในหน่วยงานภาครัฐไทยเพื่อเสริมศักยภาพและขีดความสามารถในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11 ได้กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในองค์กรเพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้tasak.go.th สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายรัฐที่สนับสนุนการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างชัดเจน

บทความนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาประสิทธิผลของอบต. กับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยวิเคราะห์ผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะ ความโปร่งใสในการดำเนินงาน ความพึงพอใจของประชาชน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งนี้จะเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวกับแนวทางการพัฒนาอบต. ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ภายใต้วิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของประเทศไทย

องค์การแห่งการเรียนรู้: ความหมายและความสำคัญ

องค์กรแห่งการเรียนรู้ หมายถึง องค์กรที่ส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อย่างเสรี และร่วมกันปรับปรุงพัฒนาแนวทางการทำงานอยู่เสมอ องค์กรเช่นนี้มุ่งสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในที่เข้มแข็ง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ เช่น การมีวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision), ภาวะผู้นำที่ส่งเสริมการเรียนรู้, การสื่อสารสองทางอย่างเปิดเผย, การทำงานเป็นทีม และระบบบริหารจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้นph03.tci-thaijo.orgph03.tci-thaijo.org หลักการดังกล่าวเอื้อให้องค์กรสามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง สร้างนวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น

งานวิจัยในประเทศไทยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ตัวอย่างเช่น การศึกษาปัจจัยองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่าปัจจัยด้านบรรยากาศที่สนับสนุนการเรียนรู้ โครงสร้างองค์กรที่เหมาะสม วิสัยทัศน์ร่วม และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ล้วนมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยสามารถร่วมกันทำนายประสิทธิผลของหน่วยงานได้ถึงประมาณ 64.9%he02.tci-thaijo.org สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างลักษณะองค์กรแห่งการเรียนรู้ช่วยยกระดับผลการดำเนินงานขององค์กรอย่างชัดเจน

ผลลัพธ์จากการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในองค์การบริหารส่วนตำบล

การผลักดันอบต.ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ส่งผลเชิงบวกหลายด้านต่อประสิทธิผลขององค์กรส่วนท้องถิ่น ดังนี้

1. การเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะ

การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานและการให้บริการของอบต.ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการนำความรู้และบทเรียนต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง องค์กรที่เรียนรู้จะส่งเสริมให้บุคลากรร่วมกันสร้างสรรค์แนวทางบริการใหม่ ๆ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และปรับตัวตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น จากข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่ง พบว่าการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ทำให้องค์กรและบุคลากรมี “กระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล”【4†L33-L40】 กล่าtheppharat.go.thให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพยิ่งขึ้น ซึ่งผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งให้ภาครัฐยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการบริการ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวกรวดเร็วและโปร่งใส【30†L1-L4】

นอbanraiskt.go.thรพัฒนาองค์การให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ยังเอื้อให้เกิดนวัตกรรมการบริการใหม่ ๆ ในระดับท้องถิ่น เช่น การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้บริการชุมชน การจัดช่องทางสื่อสารสองทางระหว่างประชาชนกับอบต. เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะแบบเรียลไทม์ เป็นต้น ผลที่ตามมาคือประชาชนได้รับบริการที่ตรงความต้องการและทันการณ์ ส่งผลให้ประสิทธิผลโดยรวมของการบริหารงานท้องถิ่นดีขึ้น

2. ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่สูงขึ้น

วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีส่วนช่วยส่งเสริม ความโปร่งใส ในการดำเนินงานของอบต. เมื่อองค์การส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับแบ่งปันข้อมูล ความรู้ และปัญหาอุปสรรคในการทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ จะเกิดบรรยากาศของความไว้วางใจและการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง ลดโอกาสการปกปิดข้อบกพร่องหรือการทุจริต เนื่องจากข้อมูลและบทเรียนถูกถ่ายทอดให้เห็นถึงกันทั้งองค์กร การที่บุคลากรเรียนรู้ร่วมกันทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจเป้าหมายและกระบวนการอย่างโปร่งใสตรงกัน ส่งผลให้เกิด ธรรมาภิบาล ที่ดีในการบริหารงานท้องถิ่น สอดคล้องกับหลักการภาครัฐที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารภาครัฐ ซึ่งเน้นให้ภาครัฐมีความโปร่งใสและปลอดจากการทุจริตประพฤติมิชอบ【30†L19-L22】 การเป็นbanraiskt.go.thรเรียนรู้จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยสร้างความโปร่งใสดังกล่าว ผ่านการสร้างระบบการสื่อสารภายในที่มีประสิทธิภาพและจิตสำนึกในการปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์รับผิดชอบของบุคลากร

นอกจากนี้ การเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กรยังเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่อบต.กับประชาชนในพื้นที่ อบต.ที่ใฝ่รู้จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ปัญหาและร่วมกำหนดแนวทางแก้ไข ปฏิรูปการทำงานให้ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของท้องถิ่นมากขึ้น กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการบริหาร เพราะชุมชนสามารถรับรู้และติดตามการดำเนินงานของอบต.ได้ใกล้ชิด ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจระหว่างประชาชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องพัฒนาองค์ความรู้ในองค์กรเพื่อให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้【26†L35-L38】

3. ควtasak.go.thประชาชนที่เพิ่มขึ้น

ผลลัพธ์โดยตรงจากการที่อบต.มีการบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีความโปร่งใสก็คือ ความพึงพอใจของประชาชน ที่สูงขึ้น ประชาชนย่อมพึงพอใจเมื่อได้รับบริการที่รวดเร็ว มีคุณภาพ และตรวจสอบได้ การดำเนินงานแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ช่วยให้เจ้าหน้าที่อบต.ตระหนักถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนผ่านการเรียนรู้จากข้อมูลข้อร้องเรียนและข้อเสนอแนะอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีการปรับปรุงการทำงานเพื่อลดความผิดพลาดหรือล่าช้าที่เคยสร้างความไม่พึงพอใจมาก่อน ดังนั้น ประชาชนจึงรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีและเกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น

การที่ประชาชนมีความไว้วางใจและพึงพอใจต่อการทำงานของอบต.ส่งผลดีต่อการบริหารงานท้องถิ่นในระยะยาว เพราะเอื้อต่อความร่วมมือของชุมชนในการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาท้องถิ่น และลดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรแห่งการเรียนรู้ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานโปร่งใสและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางจึงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐกับประชาชน ดังที่ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีมุ่งหมายให้ “ประชาชนมีความสุข” และสังคมไทยมีความสงบเรียบร้อยจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน【13†L8-L12】【30†L43-L46】banraiskt.go.thbanraiskt.go.thความพึงพอใจของประชาชนได้ ก็ถือว่าเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ประชาชนมีความอยู่ดีมีสุขตามเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์ชาติ

4. การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร

บุคลากรของอบต. ถือเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่น การสร้างอบต.ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้จะมุ่งเน้นที่การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทักษะในสายงาน การบริหารจัดการ หรือทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์และการทำงานเป็นทีม องค์กรแห่งการเรียนรู้จะ สนับสนุนให้บุคลากรทุกฝ่ายได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลา【3†L40-L47】 ผ่านกิจกรรมph03.tci-thaijo.org การฝึกอบรมและสัมมนา การจัดทำระบบพี่เลี้ยง (Coaching/Mentoring) การหมุนเวียนงานเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันอย่างเสรีบนแพลตฟอร์มขององค์กร

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ บุคลากรมีขวัญกำลังใจที่ดีและมีทักษะความสามารถเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ที่ “เก่งและดี” ย่อมสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพและมีจิตสำนึกที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งประการนี้ตรงกับที่ยุทธศาสตร์ชาติได้วางเป้าหมายให้ภาครัฐมีบุคลากรที่เป็นคนดีและคนเก่ง ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรมและมุ่งมั่นในภารกิจอย่างเต็มที่【30†L13-L17】 ยิ่งไปกว่าbanraiskt.go.thคลากรได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพสูงขึ้น อบต.ก็จะมี “ทุนมนุษย์” ที่พร้อมจะสร้างสรรค์นวัตกรรมและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานอยู่เสมอ กลายเป็นองค์กรที่เรียนรู้และพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ซึ่งวงจรการพัฒนานี้ส่งผลดีต่อความเข้มแข็งขององค์กรโดยรวมในระยะยาว

จากมุมมองของหน่วยงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พบว่าการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์การของ อปท.เป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ไว้ว่า การปกครองท้องถิ่นของไทยจะต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความพร้อมในการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพในการพัฒนาท้องถิ่นต่อไป【16†L1-L4】 วิสัยทัศน์นีdla.go.thการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้คือยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับบุคลากรและองค์การของอบต.ให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศ

การพัฒนาอบต.ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน)

ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีของประเทศไทยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงการพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและมีธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืน เป้าหมาย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสริมสร้างขีดความสามารถของอบต. ดังนี้:

  • มั่นคง: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความมั่นคงหมายถึงองค์กรที่มีระบบบริหารจัดการที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ช่วยสร้างความมั่นคงดังกล่าวโดยการพัฒนาองค์ความรู้ภายในองค์กรและสร้างกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลภายในให้เข้มแข็ง ทำให้อบต.สามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่องไม่สะดุดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและแรงกดดันภายนอก
  • มั่งคั่ง: ความมั่งคั่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความร่ำรวยทางการเงินเท่านั้น แต่รวมถึงความมั่งคั่งทางปัญญาและทุนมนุษย์ในองค์กร อบต.ที่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้จะสะสมองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่มีความรู้ความสามารถและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถบริหารทรัพยากรขององค์กรให้เกิดคุณค่าสูงสุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน แนวทางนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสร้างสังคมฐานความรู้ให้เข้มแข็ง【30†L37-L44】
  • banraiskt.go.th การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้เมื่ออบต.มีศักยภาพในการเรียนรู้ ปรับตัว และสั่งสมองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง อบต.ที่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้จะสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบายและโครงการพัฒนาต่าง ๆ แม้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือสภาพแวดล้อม เพราะองค์ความรู้ได้รับการจัดเก็บและถ่ายทอดภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ อีกทั้งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องยังช่วยให้องค์กรคิดริเริ่มมาตรการหรือบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติด้านการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ【13†L8-L12】 องค์กรแห่งการเรียนรู้จึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอบต.สู่ความยั่งยืนในระยะยาว

บทสรุป

การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในองค์การบริหารส่วนตำบล มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการพัฒนาประสิทธิผลขององค์กรอย่างชัดเจน ดังที่เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภtasak.go.thิการสาธารณะ ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ความพึงพอใจของประชาชน และการยกระดับศักยภาพบุคลากร ซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาการปกครองท้องถิ่นไทยให้ก้าวหน้า ผลลัพธ์เหล่านี้สอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการพัฒนาระบบราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โปร่งใส มีขีดสมรรถนะสูง และสามารถพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้จึงนับเป็นทั้งแนวคิดและเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่อบต.ควรนำมาใช้เพื่อปรับปรุงองค์กรของตนให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของประเทศ กล่าวโดยสรุป อบต.ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งย่อมมีศักยภาพที่จะยกระดับคุณภาพการบริหารงานท้องถิ่น สร้างความเชื่อมั่นศรัทธาแก่ประชาชน และมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

อ้างอิง: การเรียบเรียงเนื้อหาและข้อมูลอ้างอิงมาจากงานวิจัยและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชกฤษฎีกาการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546【26†L35-L38】, ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี【30†L1-L4】【30†L19-L22】【30†L13-L17】, งานวิจัยเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ในหน่วยงานภาครัฐไทย【8†L37-L45ph03.tci-thaijo.orgph03.tci-thaijo.orgัฒนาองค์การของอบต.【3†L57-L63】 และแหล่งข้อมูลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้นำแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ไปปฏิบัติ【4†L33-L40】 ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในการยกระดับประสิทธิผลของอบต.และการพัฒนาท้องถิ่นไทยโดยรวม