ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ภาคการเกษตรมีผลิตภาพในการผลิตต่ำ ขาดการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้แรงงานลดน้อยลง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบผลิตทางการเกษตร เป็นต้น จากปัญหาดังกล่าวประเทศไทยจึงกำหนดวิสัยทัศน์มุ่งเป้าหมายไปที่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน การกระจายอำนาจและความรับผิดชอบไปสู่กลไกการบริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถิ่น เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง สร้างเกษตรกรยุคใหม่ที่มีทักษะสูง ด้วยการพัฒนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2561) และการที่จะบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้นั้นชุมชนท้องถิ่นถือเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนและวางรากฐานภาคเกษตรกรรมให้สามารถพัฒนาและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนทันต่อสภาพภูมิอากาศและยุคสมัยสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทและสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนในท้องถิ่น เนื่องจากเป็นกลุ่มหน่วยย่อยถัดจากครอบครัวและมีความใกล้ชิดกับสมาชิกในชุมชนมากที่สุด โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นในชนบทที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน แต่ในการจัดการของชุมชนท้องถิ่นดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจัดการตนเองตามแบบวิถีดั้งเดิม ขึ้นอยู่กับผู้นำชุมชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ส่งผลให้การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะภาคการเกษตร ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติได้ ฉะนั้น การจัดการภาคการเกษตรของชุมท้องถิ่นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีองค์ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์มาใช้ในการบริหารและการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมในแต่ละยุคสมัย เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งสามารถพี่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน (ศรายุทธ คชพงศ์, บุญโชค บุญมี และธนัสถา โรจนตระกูล, 2563, น. 191-202)
โดยที่ภาคการเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทยมายาวนาน โดยเฉพาะในระดับชุมชนท้องถิ่นซึ่งมีบทบาทในการผลิตอาหาร สร้างรายได้จากการเกษตรกรรม และวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติ ส่งผลให้ภาคการเกษตรเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคมโลก การรวมศูนย์อำนาจในการบริหารและการจัดการ การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน อีกทั้งปัญหาภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น (พัฒนพล กองทอง, 2562, น. 45) ชุมชนท้องถิ่นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาภาคการเกษตร เนื่องจากชุมชนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการขัดเกลาทางสังคม หล่อหลอมให้คนในชุมชนท้องถิ่นเกิดจิตสำนึกมุ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่นได้อีกด้วย เนื่องจากชุมชนท้องถิ่นเป็นหน่วยการปกครองที่เป็นทางการ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และในขณะเดียวกันก็มีความไม่เป็นทางการในลักษณะการปกครองดูแลของผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชน จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ชุมชนท้องถิ่นเป็นหน่วยทางสังคมที่สามารถสะท้อนความต้องการและปัญหาของประชาชนได้เป็นอย่างดี หากชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถจัดการตนเองได้แล้วย่อมส่งผลให้ระบบสังคมอ่อนแอหรืออาจล่มสลายได้ ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อการบริหารภาครัฐส่วนกลาง (โกวิทย์ พวงงาม, 2562, น. 31-32)
จากข้อมูลและมุมมองของนักวิชาการดังกล่าวข้างต้น สอดคล้องกับทัศนะของผู้เขียนที่เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาภาคการเกษตรให้เป็นไปในทิศทางบวกหรือลบ การที่ชุมชนท้องถิ่นตระหนักถึงปัญหาและร่วมพูดคุยปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งถ้าหากรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ก็ย่อมทำให้เกิดพลังและสามารถเอาชนะปัญหาร่วมกันได้ อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืนในที่สุด
ชมภูนุช หุ่นนาค. (2568). การจัดการภาคการเกษตรของชุมชนท้องถิ่น: ศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศ
ญี่ปุ่น . วารสารราชพฤกษ์. 23(3) (กันยายน-ธันวาคม 2568), 1-19. (TCI 1) ISSN 3027-7663 (ONLINE)
