Agricultural Management of Local Communities in Japan
ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและสังคมอย่างสร้างสรรค์ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสังคมโลก โดยมีการวางแผนและวางโครงสร้างการพัฒนาชุมชนของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นเกิดจากการที่ประเทศประสบปัญหาในหลาย ๆ ประการ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ได้แก่ 1) ปัญหาสัดส่วนประชากรภาคการเกษตรน้อยและปัญหาเกษตรกรสูงอายุ 2) ปัญหาขาดผู้สืบทอดอาชีพเกษตรกรรม กล่าวคือ บุตรของเกษตรกรไม่สืบทอดอาชีพเกษตรกรรม 3) ปัญหาขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาประกอบอาชีพเกษตรกรรมไม่สนใจจะเข้ามาประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือการขาดเกษตรกรรายใหม่เข้าสู่อาชีพเกษตรกรรม 4) ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ของผู้ประกอบการอาชีพเกษตรกรรมกับอาชีพอื่น 5) การเปิดตลาดการค้าเสรีและข้อตกลงทางการค้าต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนการผลิต 6) ปัญหาค่านิยมในสังคมที่มองอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ไม่มีศักดิ์ศรี 7) ปัญหาความไม่ชัดเจนของนโยบายของรัฐเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันภาคเกษตรกรรมของประเทศญี่ปุ่น จากปัญหาดังกล่าวรัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ออกประกาศเรื่อง “แผนการทบทวนอาหารและเกษตรกรรม” เป็นแผนนโยบายพื้นฐานของรัฐบาลที่มีต่อเกษตรกรรม เพื่อปกป้องผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นเกี่ยวกับ 1) ความปลอดภัยและความมั่นใจของอาหาร 2) เร่งปฏิรูปโครงสร้างการเกษตร 3) การดำรงอยู่ร่วมกันของสังคมเมืองและสังคมชนบท ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถจัดการภาคการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์ (MAFF, 2010, pp. 9-12; Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD), 2009, pp. 1-12; OECD, 2023, pp. 8-9)
ในอดีตที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง ต่อมามีการเพิ่มอำนาจให้กับส่วนท้องถิ่น โดยการยกเลิกหน่วยงานส่วนกลางในท้องถิ่นที่ไม่มีความจำเป็น และถ่ายโอนอำนาจและภารกิจนั้นให้ท้องถิ่นดำเนินการได้อย่างอิสระ รวมถึงให้ท้องถิ่นมีความคล่องตัวในการบริหารบุคลากรและภารกิจมากขึ้น เรียกได้ว่า เป็นการลดอำนาจและการแทรกแซงจากรัฐบาลกลาง โดยพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจปี 1999 และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจปี 2011 (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, 2561, น. 8-10)
ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ชนบท เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารที่เพียงพอ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนภาคการเกษตร เน้นการพัฒนาการเกษตรแบบผสมผสาน และพัฒนาภาคการเกษตรอย่างกลมกลืนกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดสรรแรงงานอย่างเหมาะสม การจัดการเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูก การจัดรูปที่ดินทำการเกษตร การปรับปรุงการผลิตพืชหลักโดยเฉพาะข้าว การพัฒนาและเผยแพร่เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) อย่างเหมาะสม โดยปรับปรุงให้มีถนนเข้าถึงพื้นที่เกษตรอย่างทั่วถึง ตลอดจนจัดให้มีทางระบายน้ำและสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเน้นการพัฒนาภาคการเกษตรภายใต้หลักการพึ่งตนเองบนพื้นฐานทางธุรกิจเกษตร นอกจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตรยังให้ความสำคัญกับการพี่งตนเองของเกษตรกรอีกด้วย เช่น การถ่ายทอดความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรไม่ใช่เฉพาะการปลูกพืช แต่ให้องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดิน การใช้สารเคมี การใช้ปุ๋ย การใช้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ การใช้เครื่องจักรกล และการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการงานทางการเกษตร อีกทั้งการพัฒนาและนำเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะมาใช้ในญี่ปุ่น เช่น โดรน หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และสังคมผู้สูงอายุ (Asian Development Bank Institute (ADBI), 2023)
ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจนของการจัดการภาคการเกษตรของประเทศญี่ปุ่น คือ ชุมชนท้องถิ่นมีการดำเนินงานในรูปของวิสาหกิจชุมชนอย่างเข้มแข็ง มีการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการภาคการเกษตรใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค มีการปรับปรุงการจัดการ และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยพัฒนาคนในชุมชนให้มีทักษะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ประยุกต์องค์ความรู้ร่วมกันระหว่างเทคนิคการเพาะปลูกจากเกษตรกรกับความรู้ทางการผลิตที่มีมาตรฐานจากภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งกลยุทธ์ด้านการค้าและการตลาดจากภาคธุรกิจ ตลอดถึงการออกแบบระบบสนับสนุนการปฏิบัติการต่าง ๆ ตั้งแต่การจัดหาผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาเทคโนโลยี การขยายกำลังการผลิต และการหาตลาด (สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2560, น. 32-33)
ประเทศญี่ปุ่นมีการจัดทำแผนชุมชนโดยประชาชน โดยเมืองโกเบซึ่งถือเป็นเมืองชั้นนำที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฮะโยโกะ มีประชากรประมาณ 1,501,678 คน รายได้ครัวเรือนต่อคน ข้อมูลปี ค.ศ. 2024 ระบุว่า ประชาชนในเมืองโกเบมีรายได้ USD 15,561.85 ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 540,000 บาท (CEIC Data, 2024) ภายในพื้นที่เมืองนี้มีความเป็นชนบทและทำการเกษตรอยู่ด้วย โดยประชาชนที่ทำอาชีพอื่นนอกจากการเกษตรก็จะเลือกอาชีพเกษตรเป็นอาชีพรอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำการเกษตร โดยบริเวณรอบที่พักติดกับพื้นที่ที่ทำการเกษตรและมีการคมนาคมที่สะดวก คนในชุมชนร่วมกันจัดทำ “แผนส่งเสริมชุมชนบ้านเกิด” ซึ่งเป็นแผนที่เกิดขึ้นจากคนในชุมชนเอง ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของโครงการ เจ้าของพื้นที่ มีความเชื่อมั่น และตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง ในขณะเดียวกันก็มีการสร้างเครือข่ายขยายความร่วมมือไปยังภาควิชาการและกลุ่มข้าราชการในฐานะเป็นที่ปรึกษาการจัดทำแผนชุมชน อีกทั้งมีการต่อยอดการดำเนินงานไปสู่แผนงานอื่น ๆ เช่น “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งความภูมิใจ” โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นที่นับวันจะเลือนหายไปให้กลับมาอีกครั้ง เพื่อให้คนในท้องถิ่นเกิดความภาคภูมิใจในชุมชนของตนเอง และด้วยความเข้มแข็งของชุมชน ส่งผลให้แผนชุมชนดังกล่าวจึงประสบความสำเร็จและได้รับเงินอุดหนุนในการดำเนินงานจากส่วนกลาง (องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น, 2568)
โดยสรุป ประเด็นสำคัญที่ส่งผลให้การจัดการภาคการเกษตรของชุมชนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ คือ การจัดโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่เน้นการกระจายอำนาจให้ผู้บริหารในระดับท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจและดำเนินการสิ่งต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับบริบท ปัญหา และความต้องการของคนในชุมชน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชุมชน ความเอื้ออารีต่อกัน การดำเนินงานในรูปของวิสาหกิจชุมชนอย่างเข้มแข็ง การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงมีการจัดทำแผนชุมชนโดยประชาชนในชุมชน
ชมภูนุช หุ่นนาค. (2568). การจัดการภาคการเกษตรของชุมชนท้องถิ่น: ศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศ
ญี่ปุ่น . วารสารราชพฤกษ์. 23(3) (กันยายน-ธันวาคม 2568), 1-19. (TCI 1) ISSN 3027-7663 (ONLINE)
