การบริหารการคลังถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพทางการคลังย่อมสามารถจัดบริการสาธารณะที่ตอบสนองต่อความต้องการและความจำเป็นของประชาชนในพื้นที่บริการได้ รวมทั้งยังสามารถสร้างสรรค์บริการสาธารณะในรูปแบบใหม่ๆ หรือนวัตกรรมในการบริการสาะรณะเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการให้มากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า การมีศักยภาพทางการคลังเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะได้สำเร็จลุล่วงและมีคุณภาพ นอกจากนี้การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพทางการคลังที่เข้มแข็ง ยังแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการกระจายอำนาจทางการคลัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพทางการคลังที่เข้มแข็งจะสามารถบริหารการคลังได้อย่างอิสระและสามารถพึ่งพาตนเองได้ กล่าวคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอำนาจในการตัดสินใจ (Local Sovereignty) ใช้จ่ายงบประมาณจากแหล่งรายได้ของท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่และมิต้องพึ่งพิงงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นหลัก[1]
การบริหารการคลังท้องถิ่นของไทย มีการดำเนินการตามกรอบกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางการปฏิบัติที่สามารถอธิบายกระบวนการบริหารการคลังได้เป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบริหารรายได้ของท้องถิ่น การบริหารรายจ่ายของท้องถิ่น การบริหารเงินคงคลังและเงินสะสม และการจัดทำงบประมาณท้องถิ่น ซึ่งกรอบกระบวนการและมีรายละเอียดดังนี้

การบริหารรายได้ท้องถิ่น
ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยมีรายได้มาจากภาษีอากร (Tax revenues) และรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร (Non – tax revenues) หลายประเภท ในส่วนของรายได้ประเภทภาษีอาการ มีทั้งภาษีอากรที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเอง ได้แก่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีป้าย ภาษีรังนกอีแอ่น (สำหรับ อปท.ที่มีเขตประทานบัตร) เป็นต้น ภาษีที่รัฐจัดเก็บเพิ่มให้ (Surcharge Taxes) เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติจัดสรรรายได้ประเภทภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2534 ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสุรา ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น และภาษีที่เป็นรายได้ของรัฐบาล แต่ต้องแบ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ส่วนรายได้ที่มิใช่ภาษีอากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีรายได้มาจากค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ค่าใบอนุญาตในการทำกิจกรรมในท้องถิ่น รายได้จากทรัพย์สิน เงินอุดหนุนของรัฐบาลและอื่นๆ
อย่างไรก็ตามเพื่อสอดคล้องกับภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ในการจัดทำบริการสาธารณะที่ขยายกว้างมากขึ้น พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายรับตามแหล่งที่มาของรายได้ท้องถิ่น ซึ่งมีได้ดังนี้[2]
1) รายได้จากทรัพย์สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การเช่าที่ดิน
2) รายได้จากสาธารณูปโภค เช่น กิจการประปา
3) รายได้จากการพาณิชย์และการทำกิจการไม่ว่าจะดำเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอื่นหรือจากสหการ ซึ่งท้องถิ่นบางแห่งอาจมีรายได้จากกิจกรรมดังกล่าวได้ เช่น กรุงเทพมหานครมีร่วมทุนการจัดตั้งบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด และการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครส่วนต่อขยายและโครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) เป็นต้น
4) รายได้จากภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับ ค่าตอบแทน หรือรายได้อื่นใดที่รัฐต้องจัดสรร หรือแบ่งให้เป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย
5) ค่าบริการต่างๆ
6) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น เช่น อบจ. จัดสรรให้เทศบาลที่ขาดแคลนในจังหวัดเดียวกัน เป็นต้น
7) เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ
8) รายได้จากการจำหน่ายพันธบัตร โดยจัดทำเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
9) เงินกู้จากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรือนิติบุคคลต่างๆ โดยจัดทำเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
10) เงินกู้จากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ โดยจัดทำเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
11) เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีผู้อุทิศให้
12) เงินช่วยเหลือหรือเงินค่าตอบแทน
13) รายได้จากทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือรายได้จากทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการเพื่อมุ่งหากำไรในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยจัดทำเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
14) รายได้จากค่าธรรมเนียมพิเศษ
การบริหารรายจ่ายของท้องถิ่น
การบริหารรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพิจารณาได้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ อปท. ได้จัดทำขึ้น ซึ่งสามารถจำแนกรายจ่ายออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.รายจ่ายทั่วไป ซึ่งจำแนกเป็น 2 ประเภท คือ หนึ่ง รายจ่ายงบกลาง เป็นรายจ่ายที่องค์กรปกครองส่วนท้องอาจมีการกำหนดไว้ในงบรายจ่ายประจำปีเพื่อกรณีฉุกเฉินที่มีเหตุสาธารณะภัยเกิดขึ้น หรือกรณีการป้องกันและยับยั้งก่อนเกิดสาธารณภัยหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยหรือกรณีฉุกเฉินเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นส่วนรวมได้โดยการใช้จ่ายงบกลางเป็นอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น (ข้อ 19) และรายจ่ายตามแผนงาน ซึ่งก็จำแนกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1) รายจ่ายประจำ ประกอบด้วย
(ก) งบบุคลากร หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจำ และค่าจ้างชั่วคราว
(ข) งบดำเนินงาน หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจำ ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ และค่าสาธารณูปโภค
(ค) งบอุดหนุน หมายถึง เงินที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งงบประมาณอุดหนุนให้แก่หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินการตามภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย
(ง) งบรายจ่ายอื่น หมายถึง รายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะประเภทงบรายจ่ายใดงบรายจ่ายหนึ่งหรือรายจ่ายที่กำหนดให้ใช้จ่ายในลักษณะ (ก) (ข) และ (ค)
2) รายจ่ายเพื่อการลงทุน ได้แก่ งบลงทุน ซึ่งเป็นรายจ่ายในลักษณะค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงรายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายจากงบรายจ่ายอื่นในลักษณะรายจ่ายเดียวกัน
2. รายจ่ายเฉพาะการ ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็นโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอเห็นชอบแล้วแต่กรณี
นอกจากนี้ได้กำหนดหลักการรายงานและตรวจสอบการใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งก่อน – หลังใช้จ่ายงบประมาณ กล่าวคือให้ อปท. จัดส่งสำเนางบประมาณรายจ่ายที่ได้รับความเห็นชอบจากหรืออนุมัติให้ประกาศใช้แล้วไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอแล้วแต่กรณีเพื่อทราบ ภายในระยะเวลาไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นสุดการประกาศโดยเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนทราบ ณ สำนักงาน อปท. และให้มีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของ อปท. ด้วย (ข้อ 38) และหลังจากเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ให้ อปท. ประกาศรายรับรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่สิ้นสุดทั้งหมดไว้โดยเปิดเผย ณ สำนักงาน อปท. เพื่อให้ประชาชนทราบภายในกำหนดสามสิบวันตามแบบที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด แล้วส่งสำเนารายงานการรับ-จ่ายเงินดังกล่าวไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อทราบและเก็บเป็นข้อมูลระดับจังหวัดภายในระยะเวลาสิบห้าวันจากนั้นแล้วให้จังหวัดรายงายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทราบ (ข้อ 39)
การบริหารเงินคงคลังและเงินสะสมของท้องถิ่น
การอธิบายเงินคงคลังและเงินสะสมของท้องถิ่นนั้น สามารถอ้างอิงระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจสอบเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ซึ่งวางหลักเกณฑ์ปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารเงินคงคลังและเงินสะสมของ อปท. ไว้ซึ่งจะแยกอธิบายเป็นเงินคงคลัง และเงินสะสมของท้องถิ่นตามประเด็นดังนี้
เงินคงคลังท้องถิ่น หมายถึงเงินสดที่ถูกเก็บไว้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือธนาคารเพื่อสามารถเบิกจ่ายเงินดังกล่าวใช้จ่ายในกิจการของท้องถิ่นอย่างสะดวก
การเก็บรักษาเงิน กำหนดให้ อปท. นำเงินที่รับฝากธนาคารไว้ทั้งจำนวน หากฝากไม่ทันให้เก็บเงินในตูนิรภัยแล้ววันรุ่งขึ้นให้เจ้าหน้าที่การคลังให้นำฝากทั้งจำนวน หาก อปท. อยู่ไกลไม่สามารถฝากได้ทุกวันก็ให้ฝากในวันสุดท้ายของสัปดาห์แทน ส่วนในกรณีที่เป็นเงินสดที่ไม่สามารถนำฝากธนาคารได้ก็ให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยและให้แต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงินอย่างน้อย 3 คน
การเบิกเงิน ในการเบิกเงินมาใช้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการนั้น หน่วยงานใน อปท. ต้องจัดทำแผนการเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีทุก 3 เดือน (ไตรมาส) ส่งให้กองคลังก่อนวันเริ่มต้นของแต่ละไตรมาส โดยกองกคลังของ อปท. จะทำการบูรณาการแผนของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับการส่งมาเพื่อให้สัมพันธ์กับเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ของ อปท.
การจ่ายเงิน ในการจ่ายเงินให้แก่หน่วยงานนั้นมีข้อกำหนดในการจ่ายเงิน 2 ประการ 1) จ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันได้เฉพาะที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ 2) หลักการจ่ายเงินโดยหลักแล้วให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นกรณีที่ไม่อาจจ่ายเป็นเช็คได้ ให้จัดทำใบถอนเงินฝากธนาคารเพื่อให้ธนาคารออกตั๋วแลกเงินหรือใบโอนผ่านธนาคาร
เงินสะสม เป็นเงินที่เกิดขึ้นเมื่อทุกสิ้นปีงบประมาณคือ 30 กันยายนของแต่ละปี เมื่อ อปท. ปิดบัญชีรายรับและรายจ่ายแล้ว ผลลัพธ์ของเงินที่เกิดขึ้นต่างตกเป็นเงินสะสมประจำปีของ อปท. และให้มีการกันเงินสะสมร้อยละ 25 ของเงินสะสมประจำปีเป็นทุนสำรองเงินสะสมด้วย ซึ่งเงินสะสมของ อปท. แต่ละแห่งมีจำนวนแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและการบริหารงบประมาณของ อปท. แต่ละแห่ง ทั้งนี้เงินสะสมของ อปท. แม้เป็นเงินสะสมของ อปท. แต่หากจะนำมาใช้จ่ายได้จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
1) เงื่อนไขที่ขอใช้เงินสะสมทดลองจ่ายและการยืมเงินสะสมมาใช้ ในกรณีแรกระยะไตรมาสแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม – ธันวาคม) มีรายได้ไม่เพียงพออนุญาตให้เงินจ่ายงบประมาณโดยล่วงล้ำเงินสะสมที่มีอยู่ได้ ในกรณีที่สอง ปรากฏว่างบประมาณประจำปียังไม่ประกาศใช้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ อปท. ต้องอาศัยงบประมาณเก่าที่เป็นเงินสะสมเบิกจ่ายไปพลางก่อน ในกรณีที่สาม เมื่อ อปท. ได้รับแจ้งการจัดสรรเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจะระบุวัตถุประสงค์เฉพาะไว้แล้ว เช่น เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่ยังไม่ได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาลให้ยืมสะสมทดลองจ่ายไปก่อนได้ ในกรณีที่สี่ กิจการพาณิชย์ที่มีความจำเป็นอาจขอยืมเงินสะสมทดลองจ่ายได้โดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น และในกรณีที่ห้ามีผู้รับบำนาญย้ายภูมิลำเนาและประสงค์โอนการรับเงินบำนาญไปที่ อปท. ใหม่ที่ประสงค์ย้ายไป อาจยืมเงินสะสมทดลองจ่ายได้โดยอาศัยอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น
2) การจ่ายเงินสะสม ในกรณีที่ อปท. มีความจำเป็นและไม่สามารถโอนเงินงบประมาณรายจ่าย เนื่องจากงบประมาณมีไม่เพียงพอ อปท. สามาถใช้จ่ายเงินสะสมได้ 2 ประเภท ประเภทแรกขออนุมัติจากสภาท้องถิ่น ซึ่งต้องเป็นกิจการดังนี้ 1. เป็นกิจการตามอำนาจหน้าที่ซึ่งเกี่ยวกับด้านบริการชุมชนและสังคม 2. เป็นกิจการที่เป็นการเพิ่มพูนรายได้ของ อปท. และ 3. กิจการที่จัดทำเพื่อบำบัดความเดือดร้อนของประชาชน แต่ทั้งนี้กิจการดังกล่าวต้องเป็นไปตามแผนพัฒนาของ อปท. หรือตามที่กฎหมายกำหนด และประเภทที่สอง การจ่ายเงินสะสม ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขให้ผู้บริหาร อปท. สามาถอนุมัติใช้จ่ายเงินสะสมได้ ซึ่งต้องเป็นกรณี 1. รับโอน เลื่อนระดับ เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น (ไม่รวมบรรจุพนักงานใหม่) 2. สิทธิประโยชน์ของพนักงาน ลูกจ้าง และผู้บริหารของ อปท. และ 3. กรณีฉุกเฉินที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้น
3) การจ่ายทุนสำรองสะสม สามารถดำเนินการในกรณีที่ยอดเงินสะสมไม่เพียงพอต่อการบริหารกิจการของ อปท. ผู้บริหารท้องถิ่นก็เสนอขอความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่นและหากเห็นชอบแล้วก็ส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติการจ่ายทุนสำรองสะสมของ อปท. เพื่อนำมาใช้ในการบริหารได้ แต่กรณีถ้าพบว่าปีใด อปท. มียอดเงินทุนสำรองสะสมเกินกว่าร้อยละ 25 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หาก อปท. มีความจำเป็นอาจนำเงินส่วนที่เกินไปใช้จ่ายได้ ตามอำนาจหน้าที่เพื่อบริการชุมชนและสัคม เพิ่มพูนรายได้ของตนเองหรือบำบัดความเดือดร้อนของประชาชนโดยขออนุมัติจากสภาท้องถิ่นนั้นได้เลย
การจัดทำงบประมาณท้องถิ่น
การจัดทำงบประมาณของราชการส่วนท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่สำคัญอยู่ 2 ฉบับได้แก่
1. กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกฎหมายที่จัดตั้งท้องถิ่นแต่ละรูปแบบจะกำหนดให้การจัดทำงบประมาณของท้องถิ่นทำในรูปของข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติของแต่ละท้องถิ่นเพื่อให้สภาของแต่ะท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาอนุมัติและผู้บริหารท้องถิ่นประกาศใช้
2. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดระเบียบกระทรวงมหาดไทยสำหรับการจัดทำงบประมาณของราชการแต่ละท้องถิ่นไว้ เช่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ซึ่งใช้บังคับกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งกำหนดให้ อปท. ใช้แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณ ให้หัวหน้าหน่วยงานจัดทำประมาณการรายรับ และประมาณการรายจ่ายและให้หัวหน้าหน่วยงานคลังรวบรวมรายงานการเงินและสถิติต่างๆ ของทุกหน่วยงานเพื่อใช้ประกอบการคำนวนขอตั้งงบประมาณเสนอต่อเจ้าหน้าที่งบประมาณซึ่งก็คือตำแหน่งปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำการพิจารณาตรวจสอบ วิเคราะห์ และแก้ไขงบประมาณในชั้นต้น แล้วเสนอผู้บริหารท้องถิ่น เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นได้พิจารณาอนุมัติให้ตั้งเงินงบประมาณยอดใดเป็นงบประมาณประจำปีแล้วให้เจ้าหน้าที่งบประมาณรวบรวมและจัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายเสนอต่อผู้บริหารท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่งเพื่อผู้บริหารท้องถิ่นได้นำเสนอต่อสภาท้องถิ่นพิจารณาภายในวันที่ 15 สิงหาคมของทุกปี ทั้งนี้การพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างงบประมาณรายจ่ายของสภาท้องถิ่นและการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติร่างงบประมาณรายจ่ายของผู้มีอำนาจให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ระเบียบ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ
[1]วุฒิสาร ตันไชย และคณะ. (2558). ข้อเสนอเชิงนโยบายนวัตกรรมการพัฒนารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า. น. 1
[2] พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 28
