การจัดการภาคการเกษตรของชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย

Agricultural Management of Local Communities in Thailand

การจัดการภาคการเกษตรของชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทยเริ่มเป็นที่กล่าวถึงอย่างจริงจังหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เมื่อผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานราชการรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตลาดและภายนอก รัฐบาลและภาคประชาสังคมมีแนวคิดการส่งเสริม “ชุมชนเข้มแข็ง” และ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งส่งผลต่อการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองในด้านเศรษฐกิจ การผลิต และการจัดการทรัพยากร (สุภาพร  ทรงศิริ, 2555, น. 47) ซึ่งกระบวนการในการจัดการตนเองมีขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่ 1) การจัดตั้งกลุ่มหรือองค์กรชุมชน โดยชุมชนรวมตัวกันในรูปแบบกลุ่มอาชีพ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อจัดกิจกรรมร่วมกัน 2) การวิเคราะห์ปัญหาและทรัพยากรในพื้นที่ โดยการใช้กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาโดยชุมชนเอง เพื่อระบุปัจจัยและทรัพยากรที่มีอยู่ 3) การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนโดยใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ร่วมกันและนำเสนอหน่วยงานรัฐเพื่อสนับสนุนงบประมาณ และ 4) การดำเนินกิจกรรมและติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง  ในการนี้มีหลากหลายหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการจัดการภาคการเกษตรของชุมชนท้องถิ่น ได้แก่ 1) กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) โดยมีการดำเนินโครงการแผนชุมชน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวางแผนพัฒนาของชุมชน 2) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) และส่งเสริมเครือข่ายชุมชนจัดการตนเอง 3) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยการสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้แก่ชุมชนให้สามารถวางแผนและดำเนินการจัดการทรัพยากรของตนเอง และ 4) สถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยการให้ความรู้และสนับสนุนการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง (สมชาย  ปรีชาศิลปกุล, 2549, น. 76; ณัฐพงษ์  พึ่งวานิช, 2560, น. 103; อภิชาติ  จำรัสฤทธิรงค์, 2557, น. 61)

ในประเทศไทยมีชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งที่มีการจัดการภาคการเกษตรโดยให้ความสำคัญกับการจัดการตนเองจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง 2 ชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน และชุมชนบ้านตีนเป็ด ตำบลลำภี อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เนื่องจากเห็นว่าสองชุมชนนี้มีการจัดการตนเองที่โดดเด่นทั้งในเรื่องการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนและการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่นที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงข้างต้น โดยการจัดการภาคการเกษตรของสองชุมชนนี้มีรายละเอียด ดังนี้

          1. วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน พื้นที่นี้มีประชากร ณ เดือนมิถุนายน 2568 จำนวน 2,837 คน แยกเป็นชาย 1,387 และหญิง 1,450 จาก 874 ครัวเรือน มีรายได้เพิ่มจากการขายสมุนไพร 1,500 บาท/คน/เดือน กระจายรายได้สู่ชุมชนมูลค่าโดยเฉลี่ย 500,000 บาท/ปีกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีกำไรเดือนละ 1 ล้านบาท และมีทุนหมุนเวียน 15 ล้านบาท (องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำเกี๋ยน, 2568) ก่อนการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนนั้น ชุมชนนี้ประสบปัญหาการทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพดในที่สูงและปัญหายาเสพติด ต่อมามีการรวมกลุ่มของคนใน โดยให้ชาวบ้านทุกคนถือหุ้นเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน มีการบริหารอย่างเป็นระบบ และมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน การดำเนินงานกลุ่มยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย  รวมทั้งมีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในครัวเรือนและใช้พืชผักสมุนไพรที่มีในป่าชุมชนและจากการทำการเกษตรมาพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณภาพ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและส่งจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ส่งผลให้ชุมชนนี้ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ให้เป็นต้นแบบชุมชนตัวอย่างแห่งการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และเป็นศูนย์ศึกษาดูงานด้านวิสาหกิจชุมชนและความเข้มแข็งของชุมชน รวมถึงสมาชิกชุมชนริเริ่มทำธุรกิจโฮมสเตย์ พัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน (เอ็นนู  ซื่อสุวรรณ, 2567, น. (13-31) – (13-34))

          2.ชุมชนบ้านตีนเป็ด ตำบลลำภี อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา มี 115 ครัวเรือน รวมประชากร 426 คน พื้นที่ส่วนใหญ่ในชุมชนนี้เป็นสวนยางพารา เนื่องจากคนในชุมชนนี้นิยมปลูกต้นยางพาราจนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชน พื้นที่รองลงมาเป็นพื้นที่ป่าและเหมืองแร่ สวนผลไม้ และทำนา ต่อมาในชุมชนมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ประสบปัญหาการหายางพันธุ์ดีมาปลูก ต้องสั่งซื้อจากภายนอกพื้นที่ และปัญหาการนำยางแผ่นออกไปจำหน่ายให้แก่พ่อค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง คนในชุมชนจึงร่วมกันแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งกลุ่มเพาะพันธุ์กล้าต้นยางและทำตลาดประมูลยางแผ่นดิบ รวมทั้งผู้หญิงในหมู่บ้านได้รวมกลุ่มกันทำขนมกาละแมบ้านตีนเป็ด ซึ่งกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้เดือนละประมาณ 50,000 บาท นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแม่บ้านผลิตน้ำยาล้างจานซึ่งสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว และมีการจัดระดมทุนเพื่อนำเงินมาตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือสมาชิกในชุมชน เช่น การรักษาคนป่วยในโรงพยาบาล คลอดบุตร และเสียชีวิต เป็นต้น  นอกจากการจัดการภาคการเกษตรของชุมชนบ้านตีเป็ดดังกล่าวแล้ว ชุมชนนี้ยังมีการจัดการตนเองในลักษณะเด่นอื่น ๆ อีกหลายประการ ดังที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (2568); สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพังงา (2568)

                    2.1 การจัดการชุมชนโดยแบ่งเป็นกลุ่มบ้าน แต่ละกลุ่มบ้านดูแลกันเอง สร้างโครงสร้างของชุมชนที่เข้มแข็ง มีการเลือกหัวหน้ากลุ่มและแบ่งงานกันทำ เมื่อมีปัญหาหรือเรื่องสำคัญเกิดขึ้นจะบอกผ่านหัวหน้ากลุ่ม มีการจัดเวทีประชาคมเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนร่วมกัน

                    2.2 กลไกในการจัดการและขับเคลื่อนกิจกรรมในชุมชนใช้ผู้ที่เป็นแกนหลักของชุมชน ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำอาสาสมัครพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน และกลุ่มสตรี เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนกรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชนในการเคารพนับถือผู้นำ ผู้อาวุโส ความสามัคคี ปรองดองกัน และการยึดถือในกฎระเบียบของหมู่บ้านร่วมกัน

                    2.3 การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เช่น โครงการชีวิตวิถีแบบยั่งยืน เน้นช่วยสมาชิกในชุมชนที่ยังด้อยโอกาสด้วยการจัดสรรเงินทุนให้สำหรับประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดหนี้สิน และรู้จักการเก็บออม การจัดทำแผนชุมชน โดยกระตุ้นให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมนับตั้งแต่การจัดเวทีเพื่อเตรียมความพร้อมชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูล การเรียนรู้ตนเองและชุมชน การคัดเลือกโครงการและระบุเป้าหมาย รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ นำไปสู่การจัดทำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การพัฒนาหมู่บ้านตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน รวมทั้งจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยางพารา กลุ่มสตรีหมู่บ้าน และกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นต้น

                    จากกรณีศึกษาดังกล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยนและชุมชนบ้านตีนเป็ดมีการจัดการภาคการเกษตรของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหาในชุมชน ทั้งผู้นำชุมชน กลุ่มอาชีพ ปราชญ์ชาวบ้าน คนในชุมชน และเครือข่ายความร่วมมือ มีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมลงมือปฏิบัติ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมติดตามประเมินผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้คนในชุมชนตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกัน ต้องการที่จะดูแล รักษา และหวงแหนชุมชนให้สืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน

ชมภูนุช หุ่นนาค. (2568). การจัดการภาคการเกษตรของชุมชนท้องถิ่น: ศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศ

ญี่ปุ่น . วารสารราชพฤกษ์. 23(3) (กันยายน-ธันวาคม 2568), 1-19. (TCI 1) ISSN 3027-7663 (ONLINE)

https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Ratchaphruekjournal/article/view/281165