การดำเนินงาน Commissioning อย่างเป็นระบบ ตามแนวทาง ASHRAE Guideline 0-2013

  • Post author:

เอกสาร ASHRAE Guideline 0-2013: The Commissioning Process ถือเป็นแนวทางที่กำหนดกรอบการทำงานของกระบวนการ Commissioning สำหรับอาคารและระบบประกอบอาคารอย่างเป็นระบบ ครบวงจร พัฒนาโดยสมาคมวิศวกรเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความร้อน และการระบายอากาศแห่งสหรัฐอเมริกา (ASHRAE: American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers) แนวทางฉบับนี้ไม่ได้เป็นมาตรฐานบังคับ แต่เป็นที่ยอมรับและใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมอาคารทั่วโลก ASHRAE จัดเป็นสมาคมวิชาชีพระดับนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดบมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และกำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทำความร้อน, การระบายอากาศ, การปรับอากาศ และการทำความเย็น (HVAC&R) เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน มาตรฐานดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้อย่างแพร่หลายและอ้างอิง ตลอดจนการรองรับสำหรับเกณฑ์การประเมินอาคารเขียว โดยเฉพาะ LEED และเกณฑ์มาตรฐานระดับนานาชาติอื่นๆ และแม้กระทั่งเกณฑ์ TREES-NC ในประเทศไทย
สำหรับกระบวนการ Commissioning ของอาคารทั้งหมด (Whole-Building Commissioning) มีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่าอาคารและระบบต่างๆ ที่ติดตั้งนั้น สามารถทำงานได้ตรงตามความต้องการของเจ้าของโครงการ (Owner’s Project Requirements: OPR)

Commissioning ไม่ใช่แค่การทดสอบระบบในขั้นตอนท้ายสุดอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็น“กระบวนการที่มุ่งเน้นคุณภาพ (Quality-Focused Process)” อย่างครอบคลุมตลอดทุกช่วงของโครงการ ตั้งแต่ก่อนการออกแบบ (Predesign) ไปจนถึงช่วงที่เปิดใช้งานและบำรุงรักษา (Occupancy and Operation) หลักของกระบวนการนี้คือ การทวนสอบและจัดทำเอกสาร (Verifying and Documenting) ว่าทุกองค์ประกอบของระบบอาคารได้ถูกวางแผน, ออกแบบ, ติดตั้ง, ทดสอบ, และบำรุงรักษาให้สอดคล้องกับเอกสารสำคัญที่เรียกว่า Owner’s Project Requirements (OPR) หรือ “ข้อกำหนดโครงการของเจ้าของโครงการ” ทั้งหมดถือเป็นประโยชน์โดยรวมต่อการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนประสิทธิภาพ แก่นแท้ที่สำคัญของ OPR หรือ ข้อกำหนดโครงการของเจ้าของโครงการ ต่อไปจะแทนด้วย OPR กล่าวคือ เอกสารที่สำคัญที่สุดในกระบวนการ Commissioning เป็นเอกสารที่รวบรวม เรียบเรียงความต้องการและวัตถุประสงค์ทั้งหมดของเจ้าของโครงการเอาไว้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจในทุกๆ ขั้นตอน ตลอดกระบวนการตามวัฎจักรของการใช้งาน

OPR นั้นไม่ใช่เพียงความต้องการปกติ เช่น ความต้องการรายการอุปกรณ์ที่ประสงค์ต้องการหรืออยากให้มี แต่จะครอบคลุมคุณค่าและประโยชน์ทางด้านวิศวกรรมการก่อสร้าง โดยเฉพาะส่วนประกอบอาคารประเภทงานระบบประกอบอาคารที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทำความร้อน, การระบายอากาศ, การปรับอากาศ และการทำความเย็น (HVAC&R) โดยเฉพาะระบบปรับอากาศและระบายอากาศสำหรับอาคารในประเทศเขตร้อนชื้นอย่างในประเทศไทย OPR จึงถือเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ (Project Goals) เช่น ความต้องการอาคารประหยัดพลังงาน หรือได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวตามเกณฑ์การประเมิน โดยมีเกณฑ์ประสิทธิภาพอันเป็นรูปธรรมที่วัดผลได้ (Measurable Performance Criteria): เช่น อุณหภูมิในพื้นที่ต้องไม่เกิน 24°C หรือระดับเสียงต้องไม่ดังเกิน 45 เดซิเบล เป็นต้น นอกจากนี้ OPR ยังเกี่ยวข้องกับ ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและเวลา (Cost and Schedule) งบประมาณทั้งหมดของโครงการและกรอบเวลาที่ต้องเสร็จสิ้น ที่ต้องมีการระบุความต้องการและการสอบทานโดยกลุ่มบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่ปรึกษาในงานก่อสร้าง กลุ่มผู้ออกแบบ และ CxA ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป นอกจากนี้ OPR ยังจะเกี่ยวข้องต่อ ความต้องการด้านการใช้งานและการบำรุงรักษา (Operation and Maintenance): ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของทีมช่าง ความเรียบง่ายต่อการดูแลรักษาระบบ รวมทั้งข้อกำหนดอื่นๆ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัย, ข้อกำหนดด้านเสียง, การเชื่อมต่อระหว่างระบบต่างๆ โดยในปัจจุบันระบบ SMART Device ต่างๆได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในขั้นตอนการดำเนินการติดตั้ง ทดสอบและซ่อมบำรุงระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร การเก็บข้อมูล การตรวจสอบและประเมินเพื่อการใช้งานตลอดวัฎจักรเหล่านี้ล้วนได้รับการตระหนักถึง ตามปรัชญาของความยั่งยืนโดยรวม โดย OPR จะถูกพัฒนาขึ้นในช่วงแรกสุดของโครงการและจะถูกใช้อ้างอิงไปตลอดจนอาคารได้เปิดใช้งาน อธิบายดังนี้

สำหรับช่วงก่อนการออกแบบ (Predesign Phase) ถือเป็นช่วงเตรียมการที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วย กระบวนการทางการบริหาร กล่าวคือ การจัดทีมงาน (Organize)/ การกำหนดขอบเขต (Scoping)/การจัดทำงบประมาณ (Budgeting) และวางแผนดำเนินงาน(Planning) ตามลำดับ โดยในช่วง Predesign มีวัตถุประสงค์หลักๆ คือ (1) การจัดทำเอกสาร OPR ดังกล่าวข้างต้น และถือเป็นงานสำคัญที่สุดในช่วงก่อนการออกแบบนี้ โดยจะมีการแต่งตั้ง ทีมงาน Commissioning (Commissioning Team – Cx Team) ประกอบด้วย ตัวแทนเจ้าของ, ผู้ออกแบบ, ผู้ใช้งานอาคาร และที่สำคัญคือ Commissioning Authority (CxA) หรือ ผู้ได้รับมอบอำนาจที่เกี่ยวข้องต่อกระบวนการ Commissioning ซึ่ง CxA จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวก เพื่อให้ได้ OPR ที่ชัดเจนและครอบคลุม สามารถนำไปใช้งานได้ตลอดวัฎจักรการใช้งานของอาคาร (2) การกำหนดขอบเขตและงบประมาณของ กระบวนการ Commissioning โดยทีม Cx (Cx Team) จะร่วมกันกำหนดว่าระบบประกอบอาคารใดบ้างที่จะต้องทำ Commissioning อย่างละเอียด ประกอบด้วยระบบวิศวกรรมประกอบอาคารหลัก คือ ระบบปรับอากาศ, ระบบไฟฟ้ากำลัง, ระบบความปลอดภัย พร้อมทั้งจัดตั้งงบประมาณสำหรับกระบวนการนี้โดยเฉพาะ จากนั้น (3) การจัดทำแผน Commissioning ฉบับร่าง (Initial Cx Plan) เป็นแผนที่ระบุรายละเอียดของกิจกรรม, หน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย, การกำหนดตารางเวลา (schedule) และรูปแบบการสื่อสารภายในและต่างทีมงาน

กิจกรรมสำคัญใน Predesign Phase เริ่มต้นจากการแต่งตั้ง ทีมงาน Cx และกำหนดกลุ่มและรายของผู้รับผิดชอบ ประกอบด้วย เจ้าของโครงการจะแต่งตั้ง CxA และทีมงานที่เกี่ยวข้อง การมีทีมบำรุงรักษา (O&M Team) เข้าร่วมตั้งแต่แรกก่อนการออกแบบอาคาร จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าระบบที่ออกแบบมานั้น จะสามารถดูแลรักษาได้จริง ทั้งนี้ประเด็นการได้มาซึ่ง OPR จะต้องผ่านการรวบรวมและกลั่นกรองข้อมูลสำหรับ OPR โดยเฉพาะ อาจใช้วิธีการทำ Workshop การสัมภาษณ์แบบ Focus Group หรือทำแบบสอบถาม การทำ Delphi เพื่อรวบรวมความต้องการจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดทำแผน Cx เพื่อวางแผนกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงของโครงการ ตั้งแต่การออกแบบ, ก่อสร้าง, ไปจนถึงการส่งมอบโครงการ

สรุปประเด็นสำคัญ สำหรับ ASHRAE Guideline 0-2013 คือแนวทางหลักสำหรับ “กระบวนการ Commissioning” ทั้งอาคาร ไม่ได้เน้นที่เทคนิคของระบบใดระบบหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งนี้ Commissioning (Cx) เป็นกระบวนการควบคุมคุณภาพตลอดทั้งโครงการ หรือตลอดวัฎจักรของโครงการก่อสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารจะทำงานได้ตามความต้องการของเจ้าของ หรือ Owner’s Project Requirements (OPR) คือเอกสารที่แก่นแท้และเป็นรากฐานของการตัดสินใจทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อการใช้งานระบบประกอบอาคารและส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น ระบบกรอบอาคาร ประตูหน้าต่างร่วมด้วย ในโครงการการก่อสร้างที่มีมาตรฐานสูง กระบวนการ Commissioning ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงก่อนการออกแบบ (Predesign Phase) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องมีการจัดตั้ง ทีม Commissioning (Cx Team) และผู้รับผิดชอบหลักที่เรียกว่า Commissioning Authority (CxA) เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการ ต้องมีการจัดทำแผน Commissioning (Cx Plan)ที่ระบุขอบเขต, หน้าที่, และตารางเวลาอย่างชัดเจน