มุมมองของนักวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับ Policy Labaratory

  • Post author:

แนวคิดเรื่องห้องปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ ได้รับความสนใจและถูกจัดตั้งขึ้นในหน่วยงานภาครัฐทั่วโลกอย่างแพร่หลาย ซึ่ง McGann, Blomkamp และ Lewis (2017) ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่ามันเกิดปรากฏการณ์ “labification” หรือการทำให้เป็นห้องปฏิบัติการในแวดวงนโยบายสาธารณะ โดยมักถูกจัดตั้งให้แยกออกจากโครงสร้างปกติของภาครัฐและมีความเป็นอิสระในการทำงานสูง และมีสถานะเป็นเกาะแห่งการทดลอง (islands of experimentation) ที่ซึ่งภาครัฐสามารถทดสอบและขยายนวัตกรรมด้านบริการสาธารณะได้ ซึ่ง McGann และคณะ (2017) ได้จำแนกประเภทของ Policy Lab ออกเป็น 4 ประเภทดังนี้ คือ 1) ห้องปฏิบัติการที่ควบคุมโดยรัฐ (Government-controlled labs) เป็นห้องปฏิบัติการที่ได้รับทุนทั้งหมดและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงจากรัฐบาล 2) ห้องปฏิบัติการที่นำโดยรัฐ (Government-led labs) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเพียงบางส่วน แต่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ 3) ห้องปฏิบัติการที่ส่งเสริมโดยรัฐ (Government-enabled labs) โดยได้รับทุนบางส่วนจากรัฐบาล แต่มีอิสระในการดำเนินงานสูง ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรง และ 4) ห้องปฏิบัติการอิสระ (Independently-run labs) ที่ไม่ได้รับทุนและไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล มีลักษณะคล้ายกับคลังสมอง (Think Tank) (McGann et al., 2017, p. 13) ทั้งนี้ Policy Lab ใช้แนวทางในการทำงานที่หลากหลาย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) นำโดยการออกแบบ (Design-led) โดยเน้นการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบและให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง 2) รัฐบาลเปิด/ข้อมูล (Open government/data) ที่เน้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐที่เปิดเผย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล 3) อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) โดยเน้นการประเมินผลที่เข้มงวด เช่น การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trials: RCTs) และ 4) แบบผสม (Mixed) ที่ใช้แนวทางที่หลากหลายผสมผสานกัน (McGann et al., 2017, p. 15) จากการวิเคราะห์โครงการต่างๆ พบว่ากิจกรรมส่วนใหญ่ของ Policy Lab มักจะอยู่ในขั้นตอนของ การสร้างข้อเสนอและระบุแนวทางแก้ไข (generating proposals) และ การทดสอบแนวทางแก้ไข (testing solutions) เช่น การทำต้นแบบ (prototyping) โดย Policy Lab มีส่วนร่วมน้อยมากในขั้นตอนการตัดสินใจเชิงนโยบายและขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติซึ่งยังคงเป็นขอบเขตอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสถาบันหลักของรัฐบาล

         นักวิชาการคนแรกในฐานะที่ผู้บุกเบิกภาคปฏิบัติและนักสร้างทฤษฎีจากประสบการณ์ คือ คริสเตียน เบซอน (Christian Bason) ในฐานะอดีตผู้อำนวยการของ MindLab (ค.ศ. 2007-2014) ซึ่งเป็นหนึ่งใน Policy Lab แห่งแรกๆ และประสบความสำเร็จที่สุดของโลก เห็นว่าแนวคิด “การมองแบบกลับด้าน จากข้างนอกเข้ามาข้างใน” (The Outside-In Perspective) ถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายสาธารณะ เนื่องจากระบบราชการแบบดั้งเดิมโดยมักจะออกแบบนโยบายจากมุมมองของตนเอง (inside-out) ซึ่งนำไปสู่บริการที่ไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ในทางกลับกัน Policy Lab ต้องเริ่มต้นจาก “การเข้าไปอยู่ในโลกของพลเมือง” เพื่อทำความเข้าใจปัญหาจากมุมมองของพวกเขาอย่างลึกซึ้ง แล้วจึงนำความเข้าใจนั้นกลับมาออกแบบนโยบาย (Bason, 2018, p. 25) แนวคิดนี้ปรากฎในหนังสือเรื่อง “Leading Public Sector Innovation: Co-creating for a Better Society” (Bason,2018) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเสมือนคัมภีร์ของห้องทดลองปฏิบัติการนโยบายสาธารณะโดยได้สรุปบทเรียนและนำเสนอกรอบการทำงานที่ชัดเจนสำหรับการสร้างนวัตกรรมภาครัฐผ่านการออกแบบและการสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation) เขาเน้นย้ำว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นเรื่องของ การนำ (Leadership) ที่ต้องสร้างพื้นที่และวัฒนธรรมที่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

         Sabine Hinrichs-Krapels และคณะ ได้นำเสนอ Policy Lab ในมุมมองที่เฉพาะเจาะจง ผ่านบทความวิชาการเรื่อง “Using Policy Labs as a process to bring evidence closer to public policymaking: a guide to one approach” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Humanities and Social Sciences Communications โดย โดยมองว่า Policy Lab ไม่ใช่แค่หน่วยงานสร้างนวัตกรรม แต่เป็นกระบวนการที่ถูกออกแบบขึ้นอย่างมีเป้าหมาย เพื่อนำพาหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เข้าไปใกล้ชิดกับการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น ผู้เขียนเริ่มจากการยอมรับปัญหาของโลกของการวิจัยและโลกของการกำหนดนโยบายนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (Hinrichs-Krapels et al., 2020, p. 2) กล่าวคือ โลกของนักวิจัยจะเน้นความเข้มงวดทางระเบียบวิธี ใช้เวลานาน สื่อสารด้วยภาษาเทคนิค และมักจะสรุปผลด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่โลกของผู้กำหนดนโยบายนั้นต้องการคำตอบที่รวดเร็วชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้จริง โดยต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมือง ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และค่านิยมที่หลากหลายในสังคม ดังนั้น Policy Lab จึงถูกวางตำแหน่งให้เป็นสะพานหรือพื้นที่คนกลาง (intermediary space) ที่จะช่วยเชื่อมสองโลกนี้เข้าด้วยกัน