ระบบการจัดทำงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนต้องเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี เพื่อสะท้อนความสามารถในการดำเนินงานของกิจการได้อย่างถูกต้อง จากเดิมกิจการที่เป็นบริษัทจำกัดจะทำบัญชีเพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร และชำระภาษีปีละหนึ่งครั้ง อาจมีการลงรายการบัญชีไม่สอดคล้องกับธุรกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งยังถือเป็นระบบของบัญชีกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (Non-Publicly Accountable Entities: NPAEs) ซึ่งเมื่อปรับเป็นบริษัทมหาชนเพื่อเข้าจดทะเบียนทำให้กิจการจะกลายเป็นกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (Publicly Accountable Entities: PAEs) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เรียกว่า Thai Financial Reporting Standards หรือ TFRS โดยบริษัทมหาชนที่จะเข้าจดทะเบียนต้องมี Chief Financial Officer (CFO) ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสูงสุดในสายงานบัญชีและการเงินของกิจการ และมีสมุห์บัญชี หรือ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโดยตรงในการควบคุมดูแลการทำบัญชี
คุณสมบัติของผู้รับผิดชอบสูงสุดในสายงานบัญชีและการเงิน หรือ CFO ของบริษัทที่เตรียมยื่นจดทะเบียน (Filing) ได้แก่
-คุณสมบัติด้านการศึกษา ปริญญาตรีขึ้นไปหรือเทียบเท่า
-คุณสมบัติด้านประสบการณ์ทำงานด้านบัญชีหรือการเงิน 3 ปี ใน 5 ปีล่าสุด หรือ ด้านใดๆที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการดำเนินกิจการ 5 ปี ใน 7 ปีล่าสุด
-ต้องดำรงตำแหน่ง CFO ของบริษัทอย่างน้อย 1 ปี ก่อนวันยื่น Filing
-คุณสมบัติด้านการอบรม อบรมหลักสูตรความรู้ด้านบัญชีการเงินจำนวน 12 ชั่วโมงก่อนวันยื่น Filing
ส่วนคุณสมบัติของสมุห์บัญชีของบริษัทที่เตรียมยื่น Filing ได้แก่
-คุณสมบัติด้านการขึ้นทะเบียน เป็นผู้ทำบัญชีตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
-คุณสมบัติด้านประสบการณ์ ทำงานด้านบัญชี 3 ปี ใน 5 ปีล่าสุด
-คุณสมบัติด้านการอบรม อบรมหลักสูตรการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องด้านบัญชี 6 ชั่วโมงต่อปี (หลักสูตร Refresh)
นอกจากนี้ บริษัทต้องจัดหาผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต เพื่อรับรองความถูกต้องของรายงานทางการเงินว่าเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีไม่มีรายการปรับปรุงจากผู้สอบบัญชี และไม่มีประเด็นสำคัญจากการตรวจสอบหลงเหลืออยู่ก่อนยื่น Filing ส่วนระบบการควบคุมภายใน จากเดิม กิจการอาจใช้บุคลากรคนเดียวทำหน้าที่หลายอย่างเพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งมีข้อจำกัด คือ อาจเกิดการทุจริต การตรวจสอบทำได้ยาก รวมถึงบุคลากรคนเดียวรับภาระงานจำนวนมากหลายหน้าที่ จนอาจละเลยการปฏิบัติงานที่ควรเป็นจนเกิดความเสียหายกับกิจการ ต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบการควบคุมภายใน 2 เรื่อง ได้แก่
1 Operational Control ระบบการควบคุมภายในด้านการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันความเสี่ยง หรือ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่น การจัดทำเอกสารหลักฐาน และเก็บอย่างเป็นระบบ การตรวจนับสินค้าคงเหลือ
2 Management Control ระบบการควบคุมด้านการบริหารจัดการ มีระบบCheck & Balance ที่ดี มีการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร มีการกำหนดอำนาจอนุมัติที่ชัดเจน เช่น รายการที่มีมูลค่าสูงควรให้คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้อนุมัติ และกำหนดให้มี Internal Auditor ทั้งภายในและภายนอกกิจการตรวจสอบ และรับรองว่าระบบควบคุมที่มีเพียงพอและครอบคลุมความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการควบคุมอย่างสม่ำเสมอ
แหล่งอ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติม
นิลุบล เลิศนุวัฒน์. (2566). กฎหมายบริษัทมหาชนจำกัด. กรุงเทพฯ: โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ปรีชา ส่งสัมพันธ์. (2563). ความรับผิดของกรรมการบริษัทและรัฐวิสาหกิจ. กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
ฝ่ายกำกับบริษัทจดทะเบียน. (2557). คู่มือบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. กรุงเทพฯ:
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.
พิเศษ เสตเสถียร. (2562). กฎหมายเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
วิชัย ตันติกุลานันท์ และ จุฬาลักษณ์ ตันติกุลานันท์. (2560). คำอธิบายพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด . กรุงเทพฯ:
ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิมพ์อักษร.
วิชัย ตันติกุลานันท์ และ จุฬาลักษณ์ ตันติกุลานันท์. (2562). คำอธิบายพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 . กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิมพ์อักษร.
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน. (2561). IPO Roadmap Guide Book เส้นทางสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียน. กรุงเทพฯ: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์. (2561). DOs & DON’Ts for IPO คู่มือ IPO เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าจดทะเบียน. กรุงเทพฯ: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.
