งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) เป็นงบการเงินที่สำคัญที่ใช้แสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด โดยจำแนกเป็น 3 กิจกรรมคือ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน และกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน นอกจากนี้งบกระแสเงินสดยังสามารถนำมาใช้ในการวัดคุณภาพกำไร ผ่านอัตราส่วนทางการเงิน 7 อัตราส่วนดังต่อไปนี้ (ธีรเศรษฐ์ เมธจิรนนท์, 2566) โดยใน Blog นี้จะกล่าวถึง 3 อัตราส่วน และอีก 4 อัตราส่วนจะได้กล่าวถึงใน Blog ถัดไป
1. ความเพียงพอของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow Adequacy) อัตราส่วนนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงการที่กิจการจะนำกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ากำไรที่เกิดขึ้นนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เพียงพอต่อการดำเนินงานและการใช้จ่ายข้ามกิจกรรม และให้สะท้อนความยั่งยืนให้กับกิจการ คำนวณได้โดย
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน หารด้วย (เงินลงทุนสินทรัพย์ถาวร + สินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้น + เงินปันผลจ่าย + การจ่ายชำระคืนหนี้สิน)
2. ดัชนีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Cash Index) แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานโดยเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิ เกณฑ์ทั่วไปคือไม่ควรน้อยกว่า 1 เพื่อสะท้อนว่ากำไรของกิจการมีคุณภาพ จากคำนวณได้โดย
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน หารด้วย กำไรสุทธิ
3. ผลกระทบของค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดจำหน่ายที่มีต่อกระแสเงินสด (Depreciation to Amortization Impact) ใช้แสดงปริมาณของค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดโดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายว่ามีมากเป็นกี่เท่าของกระแสเงินสด คำนวณได้โดย
(ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย) หารด้วย กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน
