ความรู้ขั้นพื้นฐาน สำหรับรหัสมาตรฐานสากลสำหรับงานก่อสร้าง แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ประกอบด้วย (1) UniFormat และ (2) MasterFormat

  • Post author:

โดยทั้งสองรหัสมาตรฐานได้รับการเผยแพร่และใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยถือเป็นมาตรฐานขององค์กรที่ใช้สำหรับการออกแบบอาคารและการก่อสร้างในทวีปอเมริกาเหนือที่เป็นจุดเริ่มต้น ทั้งนี้เจตนารมณ์ สำหรับมาตรฐานทั้งสองนั้นมีความแตกต่างกัน โดย UniFormat ถือเป็นการจัดรูปแบบบนพื้นฐานในเชิงระบบ (Systems-based organization) เพื่อรองรับในส่วนประกอบของอาคาร ส่วน MasterFormat เป็นการจัดรูปแบบบนพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุ (Material-based organization) ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อรองรับในส่วนประกอบของอาคารเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้จุดเริ่มต้นของรหัสมาตรฐาน UNIFORMAT เกิดขึ้นจากสององค์กรในช่วงเวลานั้น คือ สถาบันสถาปนิกแห่งอเมริกัน American Institute of Architects (AIA) และ หน่วยงานสนับสนุนกิจการของฝ่ายบริหารของประเทศสหรัฐอเมริกา (The U.S. General Services Administration : GSA) โดยหน่วยงาน AIA ดังกล่าว ได้รับผิดชอบในส่วนของการปฏิบัติงานด้านการจัดการงานก่อสร้าง ขณะที่หน่วยงาน GSA จะดูแลรับผิดชอบในด้านข้อกำหนดการประมาณราคาของโครงการก่อสร้าง โดยในปี ค.ศ.1989 หรือ ปี พ.ศ. 2532 หน่วยงาน ASTM International (American Society for Testing and Materials International) ได้มีการพัฒนามาตรฐานการจำแนกองค์ประกอบของอาคาร โดยอ้างอิงตามรหัสมาตรฐาน UNIFORMAT โดยได้ระบุชื่อใหม่ คือ UNIFORMAT II ในเวลาต่อมา โดยในปี ค.ศ.1995 หรือ ปี พ.ศ. 2538 สถาบัน the Construction Specifications Institute (CSI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการกำหนดรหัสมาตรฐานตามขั้นตอนการก่อสร้างและการใช้วัสดุก่อสร้าง รวมทั้งชื่อรหัสมาตรฐานของการก่อสร้าง ร่วมกับ Construction Specifications Canada (CSC) ในประเทศแคนาดา ได้ปรับปรุงรหัสมาตรฐาน UNIFORMAT เดิม เป็น UNIFORMAT II โดยตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2010 หรือ ปี พ.ศ. 2553 โดยได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการจัดหมวดหมู่ประเภทของงานก่อสร้างที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

  1. UNIFORMAT II ถือเป็นรูปแบบสําหรับการจัดประเภทองค์ประกอบของอาคารและงานสนามอื่นๆที่เกี่ยวข้องระหว่างดำเนินงาน ซึ่งองค์ประกอบตามที่กําหนดในที่นี่ เป็นองค์ประกอบหลักที่พบได้ทั่วไปในอาคารส่วนใหญ่ โดยที่การใช้งานตามรหัสมาตรฐาน UNIFORMAT II จะแสดงถึงความสอดคล้องสำหรับองค์ประกอบที่สำคัญต่างๆของอาคาร เพื่อให้สามารถประเมินและตรวจสอบได้ในแต่ละช่วงเวลา สามารถเปรียบเทียบและประเมินได้ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมิติของการบริหารและการจัดการโครงการก่อสร้าง ตลอดจนการรายงานผลในทุกขั้นตอนตามวัฏจักรของการก่อสร้างอาคาร

รหัสมาตรฐาน UNIFORMAT II แสดงให้เห็นถึงความล้ำหน้าอย่างมีนัยสําคัญมากกว่า UNIFORMAT แบบดั้งเดิม โดยได้เพิ่มองค์ประกอบอีกหลายส่วนงาน ตลอดจนการขยายคําอธิบายเพิ่มเติม สำหรับองค์ประกอบที่มีอยู่เป็นจํานวนมาก แบ่งออกได้ถึง 4 ระดับ ทั้งนี้ได้ระบุตามคำจำกัดความ ที่จะใช้สำหรับ UNIFORMAT II โดยแบ่งสำหรับ 3 ระดับก่อน

(1) กลุ่มขององค์ประกอบหลัก (Level 1 Major Group Elements) เริ่มจากระดับที่ 1 ตัวอย่างเช่น งานโครงสร้างใต้ดิน (Substructure) งานส่วนโครงสร้างอาคารเหนือดิน (Shell) และงานตกแต่ง (Interiors) เป็นต้น

(2) กลุ่มขององค์ประกอบ (Level 2 Group Elements) ในระดับที่ 2 ซึ่งแบ่งย่อยจากระดับที่ 1 องค์ประกอบหลักตัวอย่างเช่น งานส่วนโครงสร้างอาคารเหนือดิน (Shell) ยังสามารถจำแนกออกเป็น โครงสร้างเหนือดิน (Super structure)

งานกรอบอาคาร (Exterior Enclosure) และงานหลังคา (Roofing) เป็นต้น

(3) กลุ่มขององค์ประกอบแต่ละส่วน (Level 3 Individual Elements) ในระดับที่ 3 แยกย่อยออกจากกลุ่มขององค์ประกอบระดับที่ 2 ตัวอย่างเช่น งานกรอบอาคาร สามารถแยกย่อยออกเป็น

(3.1) ส่วนของกรอบอาคารที่เป็นผนังภายนอก (Exterior Walls)

(3.2) ส่วนของกรอบอาคารที่เป็นหน้าต่างภายนอก (Exterior Windows)

(3.3) ส่วนของกรอบอาคารที่เป็นประตู (Exterior Doors)

เป็นต้น

สำหรับระดับที่ 4 ที่ได้นำเสนอนี้ ยังสามารถจำแนกเป็นระดับขององค์ประกอบย่อย (Sub-elements) ตัวอย่างเช่น องค์ประกอบย่อยสำหรับมาตรฐานส่วนของฐานราก (Standard Foundation subelements) จะมีทั้งฐานรากกำแพง (Wall foundations) ฐานรากแบบเสา (Column foundations) ส่วนของการระบายน้ำโดยรอบพื้นที่ (Perimeter drainage) และส่วนของฉนวนหุ้ม (Insulation) โดยเฉพาะสำหรับส่วนของฐานราก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการพิจารณาใช้งาน UNIFORMAT II จะสามารถวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ สำหรับองค์ประกอบพื้นฐานของอาคารที่กำหนด ซึ่งสามารถลดระยะเวลาและประหยัดต้นทุนสำหรับการดำเนินงานโดยเฉพาะในขั้นตอนของการออกแบบโครงการก่อสร้างในช่วงแรก ที่จำเป็นจะต้องประมาณราคาค่าก่อสร้างก่อนในเบื้องต้น

รหัสมาตรฐาน UNIFORMAT II ที่ได้รับการพัฒนาดังกล่าว จะถูกนำไปประยุกต์ใช้งานสำหรับงานก่อสร้างอาคารแต่ละประเภท โดยเฉพาะอาคารพาณิชย์ การกำหนดเพิ่มเติมสำหรับรายละเอียดพิเศษ ที่รองรับอาคารรูปแบบพิเศษต่างๆที่มีการพัฒนามากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งระบุการแบ่งแยกส่วนขององค์ประกอบของอาคาร ออกจากงานสนามอื่นๆที่เกี่ยวข้องระหว่างดำเนินงานก่อสร้าง ขณะที่ยังคงมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับรหัสมาตรฐานอื่นๆ อย่างเช่น UNIFORMAT แบบดั้งเดิม (ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2010 ) ร่วมกับสถาบันผู้สำรวจปริมาณของประเทศแคนาดา (the Canadian Institute of Quantity Surveyors : CIQS) และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับนักวิชาชีพด้านการสำรวจปริมาณงานก่อสร้างในประเทศสหราชอาณาจักร (the Royal Institute of Chartered Surveyors : RICS-UK)  โดยรหัสมาตรฐานของสถาบันอื่นๆที่เป็นสากลที่กล่าวถึงในที่นี้ จะไม่ได้กล่าวลงในรายละเอียด

จะกล่าวในเบื้องต้นถึง Masterformat ใน Blog ถัดไป