การจัดการปกครองสาธารณะแนวใมห่:องค์ประกอบที่จำเป็นต้องมี

                        การจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่:องค์ประกอบที่จำเป็นต้องมี[1]

                        เพื่อให้เข้าใจคำว่าการปกครองสาธารณะแนวใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรจะต้องศึกษาถึงองค์ประกอบสำคัญของการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ หรือ NPG องค์ประกอบดังกล่าวตามทัศนะของ

  สมศักดิ์ สามัคคีธรรม และปรีดา วานิชภูมิ[2].(2556,207-209) ที่กล่าวถึงว่าองค์ประกอบของการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่จะ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ประการคือ 1) การกระจายอำนาจสู่รัฐบาลท้องถิ่นและภาคประชาสังคม  2) การมีส่วนร่วมการจัดทำบริการสาธารณะจากภาคส่วนต่างๆ  และ 3) การดำเนินงานด้านการให้บริการสาธารณะของภาคส่วนต่างๆ ในรูปแบบของเครือข่าย

ประการแรก การจัดทำบริการสาธารณะนั้นรัฐบาลจะต้องกระจายอำนาจทางการปกครองไปสู่องค์กรในภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะการกระจายไปสู่รัฐบาลท้องถิ่นและภาคประชาสังคม รวมทั้งการถ่ายโอนอำนาจทางการเมืองและทรัพยากร รวมทั้งภารกิจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ เพื่อทำให้ประชาชนมีอำนาจตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในงานสาธารณะมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาภาคประชาสังคมให้กลายเป็นภาคีหรือหุ้นส่วนทางสังคมที่เข้มแข็ง เพื่อผลักดันเป้าหมายไปสู่ความสำเร็จ ทั้งในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสถาปนาสถาบัน และกระบวนการประชาธิปไตยในระดับรากหญ้าที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นในท้ายที่สุด

ประการที่สอง การจัดทำบริการสาธารณะจะเกิดผลสำเร็จโดยบริบูรณ์ได้นั้นองค์กรภาครัฐจะต้องให้องค์กรในภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย โดยองค์กรภาครัฐจะต้องปรับเปลี่ยนแง่คิดและมุมมอง และวิธีการดำเนินงานจากเดิมที่เคยเป็นผู้ให้บริการหลักและประชาชนเป็นเพียงผู้รับบริการมาเป็นผู้ทำหน้าที่ในการกำกับทิศทางการให้บริการสาธารณะ นั่นคือองค์กรภาครัฐไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ให้บริการสาธารณะแต่เพียงลำพังเหมือนดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา แต่ได้เปิดโอกาสให้องค์กรในภาคส่วนอื่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้วย

  ประการที่สาม การให้บริการสาธารณะของภาคส่วนต่างๆ ในรูปแบบของเครือข่าย โดยมีภาคประชาสังคมและชุมชนภาคธรกิจ องค์กรเอกชนเพื่อการพัฒนา ฯลฯ ต่างเข้าร่วมในการดำเนินงานและให้บริการสาธารณะอย่างกว้างขวางอีกด้วย แม้กระนั้นก็ตามภาครัฐมิอาจผลักภาระความรับผิดชอบไปให้แก่ภาคีต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ความรับผิดชอบต่องานสาธารณะทั้งหมดก็ยังคงเป็นของรัฐอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่รัฐเปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับทิศทางการดำเนินงานโดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตสินค้า/บริการแก่ประชาชนโดยตรงดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา

ความร่วมมือทุกภาคส่วนกับการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่แบบร่วมมือ

                                ก) แนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือทุกภาคส่วน สำหรับแกนหลักที่สำคัญประการหนึ่งของการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ก็คือ การจัดการปกครองแบบร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของการประสานความร่วมมือ (collaboration)ระหว่างองค์การ บุคคลและกลุ่มบุคล ชุมชุน ประชาสังคมและประชาชนในการจัดทำบริการสาธารณะซึ่งถือว่าเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งของการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ซึ่งในทัศนะของเดวิด ลี เห็นว่า การประสานความร่วมมือเป็น “กระบวนการในโครงสร้างเครือข่ายที่องค์กรสององค์กรขึ้นไปทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่องค์กรเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวตนเอง” สาเหตุสำคัญที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ เลือกการประสานความร่วมกับอีกองค์กรเมื่อคิดว่าผลการปฏิบัติงานจากการประสานความร่วมมือจะดีกว่าผลการปฏิบัติการขององค์กรหรือรัฐบาลเดียว การประสานความร่วมมือช่วยนำไปสู่การแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งมักจะเป็นขีดจำกัดของความสามารถในการรับมือกับความซับซ้อน

                         ในทัศนะของ เดวิด ลี[3] ยังเห็นเพิ่มเติมอีกว่า การปกครองแบบร่วมมือ (Collaborative Governance) นั้นบางครั้งรัฐบาลก็ไม่ใช่ตัวแสดงหลัก หรือบางทีก็ไม่มีรัฐบาลในการปกครองแบบประสานความร่วมมือเลย อย่างเช่นในหลาย ๆ กรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้ การปกครองแบบประสานความร่วมมือได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติหรือให้บริการประชาชนที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้นในหลาย ๆ บริบททางด้านนโยบายสาธารณะ สำหรับตัวแบบทางการบริหารภาครัฐแบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้ซึ่งอาจจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น กระนั้นจากประสบการณ์ของ เดวิด ลี ตอนที่พิจารณากรณี หรือ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่น ๆ โดนเดวิด ลีเริ่มคิดว่าการปกครองแบบประสานความร่วมมือนั้นเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับโควิด-19 เขามองว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ และท้าทายอีกครั้งหนึ่ง และถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการประสานความร่วมมือและการจัดการปกครองแบบร่วมมือเหมือนกับการเปลี่ยนผ่านจากการบริหารภาครัฐแบบเก่าไปสู่การจัดการภาครัฐแนวใหม่ หรือจากการจัดการภาครัฐแนวใหม่ไปสู่การจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ ซึ่งได้พบกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่และความท้าทายต่าง ๆ มากมาย เดวิด ลี คิดว่า โรคโควิด 19 ที่ทุกประเทศประสบปัญหาและทุกประเทศตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันจึงถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีในการประสานความร่วมมือและการจัดการปกครองสาธารณะ ในหลาย ๆ กรณี รวมถึง ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ระบบการปกครองในปัจจุบันนั้นไม่ค่อยเหมาะสมในการตอบสนองต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคโควิด-19 มากนักจึงถือสิ่งนี้ว่าเป็นปัญหาที่ยากจะแสวงหาตัวแบบการบริหารภาครัฐใดๆ ที่สามารถจัดการกับโรคระบาดที่แพร่ไปทั่วโลกอย่างโควิด-19 ได้ สำหรับรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจุดที่แย่ที่สุดของผลจากการแพระระบาดของโรคโควิด 19 ก็คือระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นล่มสลายเพราะผู้ว่าการรัฐในนามของรัฐบาลตัดสินใจปิดสนามบิน ส่งผลให้ฮาวายมีนักท่องเที่ยวน้อยมาก เฉลี่ยประมาณ 500 คน คิดเป็นแค่ราวร้อยละ 1-2 เมื่อเทียบกับก่อนการระบาดของโควิด-19 ดังนั้นการเกิดโรคระบาดโควิด 19 จึงไม่ได้เกี่ยวกับแค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่ทว่ายังจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา เรื่องการปิดโรงเรียนและอื่นๆ  การแก้ไขปัญหาดังกล่าวควรจะเลือกใช้ตัวแบบการปกครองแบบเครือข่ายประเภทไหนที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ซึ่งในทัศนะของลีเห็นว่าการจัดปกครองแบบประสานความร่วมมือนั้นใช้ได้ดีมาก โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ดังเช่น กรณีหน้ากากอนามัยในเกาหลีใต้ช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 เกิดการขาดแคลนหน้ากากอนามัย รัฐบาลเกาหลีใต้จึงตัดสินใจหยุดแจกจ่ายหน้ากากเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกสองสามวันข้างหน้า จากนั้นรัฐบาลก็เริ่มคิดว่าอาจจะแจกจ่ายหน้ากากได้แล้ว โดยอิงจากปีเกิดถึงจะสามารถซื้อหน้าการจากร้านขายยาในท้องถิ่นในวันที่กำหนดได้ ในระหว่างที่รัฐบาลเลือกวิธีแจกจ่ายหน้ากากอยู่นั้น ประชาชนชาวเกาหลีใต้ได้ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สร้างเว็บไซต์หน้ากากที่ประชาชนทุกคนในเกาหลีใต้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเว็บหน้ากากเพื่อตรวจดูว่าจะสามารถซื้อหน้ากากได้จากร้านขายยาที่ไหน นี่คือผลลัพธ์จากการร่วมกันสร้างของชาวเกาหลี ตอนที่พัฒนาเว็บไซต์หน้ากากขึ้นมานั้นในระยะแรกรัฐบาลเกาหลีไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ประชาชนช่วยกันพัฒนาเว็บไซต์หน้ากากเพื่อแจ้งข้อมูลร้านขายยาที่จำมีหน้ากากจำหน่ายกันเอง ต่อมารัฐบาลเกาหลีใต้จึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในภายหลัง สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จของโครงการนี้คือ กระบวนการตัดสินใจที่รวดเร็วของรัฐบาลและข้อมูลที่เปิดกว้าง ร้านขายยาและประชาชนจึงเลือกที่จะแจ้งจำนวนหน้ากากคงเหลือ สถานที่ และจำนวนหน้ากากในร้านขายยาแต่ละแห่งในเว็บไซต์ทำให้ประชาชนสามารถหาซื้อหน้ากากอนามัยได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น ความโปร่งใสและความไว้วางใจคือปัจจัยที่ทำให้เกิดการประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ภาคธรกิจ(ร้านขายยา) หรือรัฐบาล

นอกจากกรณีหน้ากากอนามัยของเกาหลีใต้แล้ว ยังมีกรณีศึกษาที่บ่งชี้ของความร่วมมือขององค์กรในภาคส่วนต่างๆ กับการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่ของรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2020 ผู้ว่าการรัฐตัดสินใจปิดฮาวาย ส่งผลกระทบต่อพนักงานและครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำจำนวนมาก คนเหล่านี้เริ่มประสบปัญหาด้านการเงิน และมองหาความช่วยเหลือจากองค์การไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อมูลนิธิชุมชนฮาวาย (Hawaii Community Foundation) พวกเขาเริ่มสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันเพื่อแจกจ่ายทุนเยียวยาโรค COVID-19 สำหรับคนที่ประสบปัญหา ปัจจัยแห่งความสำเร็จข้อแรกที่เดวิด ลีพบก็คือ ประสบการณ์ก่อนหน้านี้ที่ฮาวายเคยประสบกับภัยพิบัติจากธรรมชาติ แม้มูลนิธิชุมชนฮาวายจะไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโรคระบาดระดับโลกนี้เกิดขึ้น แต่ภัยพิบัติจากพายุและภูเขาไฟระเบิดที่เคยประสบร่วมกันมา ทำให้ชาวฮาวายได้ร่วมกันช่วยหาผู้สนับสนุนทางการเงินมาช่วยสนับสนุนทุนเยียวยาให้กับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ พวกเขามีทุนในระดับหนึ่งอยู่แล้ว มีทรัพยากรทางการเงิน และพวกเขาก็มีข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นในการเป็นตัวแทนของเครือข่ายความร่วมมือท้องถิ่น ในการแจกจ่ายทรัพยากรทางการเงินที่ได้จากรัฐบาลหรือธนาคารท้องถิ่นและธุรกิจต่าง ๆ ให้กับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พวกเขาสามารถตอบสนองกับโควิด-19 ได้ในทันทีและช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจสังคมได้ดี

                        ข) แนวทางการสร้างความร่วมมือ การสร้างความร่วมมือเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะระหว่างองค์กรภาครัฐกับบุคคลหรือองค์กรในภาคส่วนอื่นสามารถกระทำได้หลากหลายวิธีการ การสร้างความร่วมมือบางลักษณะสามารถเลือกใช้วิธีการวิธีการหนึ่งเพียงวิธีเดียวก็สร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นได้ แต่ความร่วมมือบางลักษณะจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกันจึงจะสามารถทำให้เกิดความร่วมมือขึ้นมาได้ สำหรับกรณีของประเทศไทยนั้นได้มีการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคส่วนอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เช่นตัวอย่างแนวทางการสร้างความร่วมมือในเรื่องการจัดการศึกษาระหว่างโรงเรียนซึ่งเป็นองค์กรภาครัฐกับภาคส่วนอื่นๆ นั้น จากการศึกษาของ บุษยมาศย์ เดชคง[4] ได้เสนอกรณีความร่วมมือระหว่างองค์การภาครัฐกับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องการจัดการศึกษาไว้ในรายงานเรื่อง การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและท้องถิ่นในการจัดการศึกษาโดยกล่าวว่า “การสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนและท้องถิ่นหมายถึง แนวทางในการดำเนินงานหรือกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนเพื่อสร้างความเข้าอันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชนและท้องถิ่น โดยการเปิดโอกาสให้ชุมชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน ส่งเสริมสนับสนุนคุณภาพการศึกษา และมุ่งการจัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของชุมชน

                        สำหรับแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์การกับสังคมและชุมชนอาจใช้วิธีการดังต่อไปนี้

                                    1) การนำองค์การเข้าสู่สังคมและชุมชน องค์การในฐานะที่เป็นหน่วยทางสังคมหน่วยหนึ่งย่อมมีบทบาทและหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะแก่ประชาชนในสังคม ตามปกติการจัดทำบริการสาธารณะให้แก่สังคมนั้น หากเป็นการผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ (public goods and services) ตามนโยบายของรัฐให้แก่ประชาชน รัฐจะจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชนเป็นผู้ดำเนินการ แต่การจัดทำบริการสาธารณะประเภทนั้นๆ จะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้นนั้นจำเป็นต้องให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้วย ดังนั้นการสร้างการรับรู้ในบทบาท อำนาจหน้าที่และพันธกิจที่องค์การจะต้องดำเนินการให้แก่ประชาชนด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์การจึงเป็นการนำองค์การเข้าสู่สังคมและชุมชน

                                    2) การให้ชุมชนเป็นแหล่งทรัพยากร การดำเนินงานขององค์กรภาครัฐจำเป็นต้องอาศัยองค์ภาคธุรกิจ ประชาสังคม และภาคประชาชนเป็นผู้ดำเนินงานร่วมกันทั้งในด้านกำลังคน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ  สิ่งต่างๆ ดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นทรัพยากรสำคัญที่องค์สามารถนำมาใช้ในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ลำพังแต่องค์การภาครัฐที่มีแผนงานโครงการ งบประมาณ และกำลังคนในจำนวนที่จำกัดย่อมไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการใช้ทรัพยากรจากงสังคมจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยสร้างความสำเร็จในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี

                                    3) การให้องค์การเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ความรู้ต่างๆ เป็นพื้นฐานของการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เช่น องค์การภาครัฐมีความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการสำหรับการทำงานตามพันธกิจให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น องค์การภาครัฐจึงสามารถใช้การบริหารหรือการจัดการซึ่งเป็นทรัพยากรประเภทหนึ่งเพื่อการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จภายใต้การร่วมกันสร้างศุนย์การเยนรู่ร่วมกัน

                                    4) การทำให้สังคมและชุมชนเป็นหุ้นส่วน (partnership) ในการดำเนินงาน วิธีการนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ โดยวิธีการดังที่จะกล่าวถึงในลำดับถัดไป

                                    5) การทำให้องค์การร่วมกับชุมชนและสังคมดำเนินการผลิตบริการสาธารณะแก่ประชาชนเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการครองชีพให้อยู่ในระดับสากล ดังวิธีการที่จะได้กล่าวถึงในลำดับถัดไปเช่นกัน

ค) องค์ประกอบในการสร้างความร่วมมือ การสร้างความร่วมมือซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภาครัฐในการบริการสาธารณะโดยเฉพาะในด้านการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้นกับบุคคลและองค์กรในภาคส่วนอื่นๆ จะเกิดขึ้นได้และกลายเป็นพลังร่วมในการผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น ด้านการจัดการศึกษาซึ่งเป็นบริการสาธารณะประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถและทักษะในการศึกษาและการดำเนินชีวิตซึ่งองค์กรภาครัฐจะต้องร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ อนึ่ง  ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการจัดการศึกษานั้นจำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้[5]

                                     1) การมีนโยบายในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับชุมชน โดยเฉพาะนโยบายของโรงเรียนร่วมกันจัดการศึกษากับชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2) ความพร้อมในการสร้างความสัมพันธ์ของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะความพร้อมด้านการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และโรงเรียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  3) มีความร่วมมือกันของทุกฝ่ายเพื่อดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันเกิดขึ้นจริง

4) มีกลไกก่อให้เกิดความร่วมมือ เช่น ความต้องการเห็นความสำเร็จในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนของทั้งโรงเรียน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการสร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้ประสบความสำเร็จ

                                     5) มีการจัดองค์กรเพื่อดำเนินการร่วมกัน เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสมาคมผู้ปกครองและครูร่วมกันในการจัดการศึกษา เป็นต้น พร้อมทั้งกำหนดบาบาท อำนาจหน้าที่ขององค์การเครือข่ายไว้ด้วย

  6) กำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ร่วมกันของโรงเรียน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนว่าองค์กรใดทำสิ่งใดเพื่อป้องกันการทำงานซ้ำซ้อนในการดำเนินงานหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ สิ่งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานร่วมกันของเครือข่ายให้สัมฤทธิผล

7) มีการดำเนินงานให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันของเครือข่าย เช่น มีการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

ง) ความสำคัญของการร่วมมือทุกภาคส่วน  การร่วมมือกันดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายได้ดีกว่าการดำเนินงานแต่เพียงลำพังขององค์การใดๆ  การสร้างความร่วมมือโดยวิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคล คณะบุคคล หรือองค์กรในทุกภาคส่วนมีความสำคัญและความจำเป็นดังต่อไปนี้

                                    1) ความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้นการดำเนินงานใดขององค์การที่เป็นหน่วยหนึ่งของสังคมจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจากสังคม และองค์การจำเป็นต้องสร้างผลลิต (output) ให้แก่สังคมด้วยเช่นกัน เช่นโรงเรียนเป็นองค์กรทางสังคมในการดำเนินงานด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถและทักษะที่จำเป็นสำหรับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและ/หรือการดำเนินชีวิตที่ดี ถือได้ว่าเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ผลิตคนเข้าสู่สังคมในกรณีที่เป็นองค์กรทางการศึกษาที่ดำเนินการโดยภาครัฐถือว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะประเภทหนึ่งด้านการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนดังนั้นการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนจึงจำความจำเป็น

                                    2) ช่วยในการเสริมสร้างองค์กรทางสังคมให้เข้มแข็ง สามารถดำเนินงานสร้างผลผลิตให้กับสังคมได้ตามที่สังคมต้องการภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ผันแปรทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง ตลอดจนความเป็นโลกาภิวัตน์ เช่น การเสริมสร้างศักยภาพการดำเนินงานของโรงเรียนด้านการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียน โดยโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างคนที่มีคุณภาพให้แก่สังคมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สอดรับกับความต้องการกำลังคนของสังคมภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความผันผวนที่ยากจะคาดเดาได้

                                    3) ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันทำงานของภาคส่วนต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมายตามที่ได้กำหนดไว้ การที่สังคมต้องการสินค้าและบริการใดๆ จากองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ สังคมจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องนั้นๆ ด้วย การร่วมกันดำเนินการจะช่วยให้เกิดพลังในการผลักดันให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จ พร้อมกันนั้นสังคมก็ได้ผลผลิตจากองค์การตรงตามที่ต้องการ สิ่งนี้ช่วยให้องค์การก็สามารถที่จะดำเนินงานตามพันธกิจได้สัมฤทธิผลด้วย

                                    4) สร้างการรับรู้ปัญหาและร่วมกันแก้ไขปัญหาของภาคส่วนต่างๆ อันจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาให้ได้ลุล่วงไป การร่วมมือกันดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาขององค์กรที่ภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันจะช่วยกันมองเห็นสภาพของปัญหา ขอบข่ายของปัญหา ผลกระทบของปัญหาต่อสังคมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น สามารถระบุถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาได้ถูกต้อง สามารถกำหนดมาตรการป้องกันปัญหาและแนวทางและวิธีการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม และสอดรับกับสภาพปัญหาและอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมของปัญหาในขณะนั้นๆ

                                    5) เพื่อแก้ไขปัญหาของกลุ่มคนที่มีปัญหากับการดำเนินงานขององค์การทั้งในด้านทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ ฯลฯ ที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินงานขององค์การซึ่งจะนำไปสู่การไม่สนใจ ปฏิเสธการให้ความร่วมมือ การไม่ยอมรับองค์การ ไปจนกระทั่งการต่อต้านการดำเนินงานขององค์การ หรือของบุคคลใดๆ กลุ่มคนกลุ่มไหน สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นอุปสรรคขวางกั้นทำให้การดำเนินงานขององค์กรเพื่อแก้ไขปัญหาบรรลุเป้าหมายได้ยากหรือล้มเหลวได้ ดังนั้ร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดขึ้นให้ได้ และใช้เป็นพลังร่วมผลักดันให้สามารถแก้ไขปัญหาหรือดำเนินการใดๆ ได้เป็นผลสำเร็จ

                                    6) ช่วยให้องค์กรใดๆในสังคมสามารถใช้ทรัพยากรของสังคมให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์การและสามารถส่งมอบผลผลิตที่อาจเป็นสินค้าหรือบริการสาธารณะให้แก่สังคมตามที่สังคมต้องการ การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ และการให้การสนับสนุนของภาคส่วนต่างๆ จะทำให้องค์กรเหล่านั้นนำทรัพยากรของตนมาใช้ในการดำเนินการร่วมกันในรูปแบบของ “คนละไม้ คนละมือ”สามารถสร้างผลผลิตให้เกิดขึ้นได้จริงภายใต้ความจำกัดของทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ กำลังคน การบริหารหรือการจัดการ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ ที่มีอยู่อย่างจำกัดได้

                                    7) ทำให้องค์กรซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมได้เข้าใจชุมชนและสังคมและเกิดความเข้าใจในปัญหาของชุมชน สามารถเป็นองค์กรนำในการแก้ไขปัญหาของสังคมได้อย่างเหมาะสม การตระหนักในความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้จะช่วยให้องค์การสามารถเป็นตัวแสดง (actor) นำในการแก้ไขปัญหาได้ด้วยการใช้วิธีการสร้างความร่วมมือร่วมใจจากภาคส่วนต่างๆ ให้เข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือสังคม ย่อมทำให้การแก้ไขปัญหาลุล่วงไปได้ด้วยดี

จ) หลักการสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ  ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์การภาครัฐกับองค์กรในภาคส่วนต่างๆ ในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการร่วมด้วยช่วยกันทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งในทัศนะของวาสนา ชูแสง[6] เห็นว่าควรยึดหลักการในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ควรดำเนินการดังนี้      

                                    1) ควรทำการศึกษาชุมชนหรือสังคมให้เข้าใจพื้นฐานของชุมชนหรือสังคมนั้นๆ เสียก่อน ความเข้าใจในพื้นฐานของชุมชนหรือสังคมจะช่วยให้องค์การสามารถปรับวิธีการดำเนินงานของตนเองให้เหมาะสมกับและสอดรับกับพื้นฐานของสังคมหรือชุมชนนั้นๆ เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม อุดมคติ ทัศนคติ ฯลฯ ของผู้คนในสังคม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการยอมรับการดำเนินงานขององค์การ การเข้าไปมีส่วนร่วม ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานขององค์การให้สามารถดำเนินงานตามพันธกิจได้สัมฤทธิผล

                                    2) องค์กรควรจะต้องรับฟังความคิดเห็น คำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะต่างๆ จากจากชุมชนและสังคม แล้วนำสิ่งต่างๆ ดังกล่าวนี้มาศึกษา ทำความเข้าใจ เพื่อจะได้นำไปปรับใช้ในการดำเนินงานขององค์การ อีกทั้งยังเป็นวิธีการสร้างการยอมรับองค์การจากชุมชนและสังคมที่อยู่รอบๆ นั้นด้วย

                                    3) องค์การจะต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทั้งภายในองค์การเอง และดำเนินการทางสังคมกับองค์กรภายนอก สามารถที่จะสร้างผลผลิตให้กับสังคมตามที่สังคมต้อการ ตราบใดที่องค์การยังคงสามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคมได้แล้ว ชุมชนและสังคมย่อมส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานขององค์การ ทั้งในด้านการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการดำเนินงานขององค์การและการเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์การในการดำเนินการด้วยอันจะส่งผลให้การดำเนินงานขององค์การนั้นๆ ประสบความสำเร็จและเป็นองค์การที่มีคุณค่าต่อชุมชนและสังคม

                                    4) ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันขององค์การกับชุมชนหรือสังคม โดยใช้ช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการ เช่น การประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ขององค์การ และช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้เกิดการรับรู้ขึ้นในทุกภาคส่วน


[1] เฉลิมพงศ์ มีสมนัย รองศาสตราจารย์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

[2] ดูรายละเอียดได้ใน สมศักดิ์ สามัคคีธรรม และ ปรีดา วานิชภูมิ.( 2556).การจัดการภาคีสาธารณะแนวใหม่: ความหมาย และนัยสำคัญ.วารสารเศรษฐศาสตร์การเมืองบูรพา. ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 หน้า 207-209

[3]ดูรายละเอียดได้ในเดวิด ลี. “อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของการบริหารภาครัฐ”.ใน กฤชวรรณ โล่วัชรินทร์ (บรรณาธิการ) (2563).โฉมหน้าใหม่ของการบริหารภาครัฐในศตวรรษที่ 21.วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น.หน้า 1-4

[4] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน บุศยมาศ เดชคง.(2563). การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและท้องถิ่นในการจัดการศึกษา รายงานในรายวิชาจริยธรรมสำหรับผู้บริหารและความเป็นนักบริหารมืออาชีพหลักสูตรครุศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.สืบค้นวันที่ 2 เมษายน 2565 จากเว็บไซต์ ttp://ea.grad.ssru.ac.th/useruploads/files/20200718/ee6cca74f7ebcf94a927b0c43184f3f2e645a077.pdf

[5] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน รุ่งทิพย์ เข็มทิศ(2559).การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี. งานนิพนธ์ของการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิตการบริหารการศึกษา.คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.สืบค้นวันที่ 2 เมษายน 2565 จากเว็บไซต์ http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/57920536.pdf

[6] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน วาสนา ชูแสง.(2557).การดำเนินงานการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา โครงการบัณฑิตศึกษา.มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ค้นคืนวันที่ 4 พฤษภาคม 2565 จากเว็บไซต์ http://cms.dru.ac.th/jspui/handle/123456789/160