กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการที่สำคัญ และใช้เป็นกลไกพื้นฐานในการบริหารราชการไทย

          สำหรับกฎหมายที่เกียวกับการบริหารราชการที่สำคัญ และใช้เป็นกลไกพื้นฐานในการบริหารราชการ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน (รังสรรค์ ประเสริฐศรี, 2558) นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารอื่นๆ ซึ่งมีสาระที่สำคัญ ดังนี้

1. กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

          สำหรับกฎหมายที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาจนถึงฉบับปัจจุบัน)[1] ซึ่งได้กำหนดโครงสร้างและระเบียบปฏิบัติราชการที่ใช้เป็นหลักอยู่ขณะนี้ กล่าวคือ ในส่วนของโครงสร้าง ได้จัดแยกระเบียบบริหารราชการออกเป็น 3 ส่วน คือ การบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยวิธีการอำนาจ การแบ่งอำนาจ และการกระจายอำนาจตามลำดับ

          การบริหารราชการส่วนกลางประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม ผู้รับผิดชอบในฐานะฝ่ายการเมือง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ผู้รับผิดชอบฝ่ายข้าราชการประจำได้แก่ ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ผู้รับผิดชอบดังกล่าวข้างต้นนี้สามารถใช้อำนาจในการบริหารราชการตามที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้

          การบริหารราชการส่วนภูมิภาคประกอบด้วยจังหวัดและอำเภอ แต่ไม่รวมถึงการปกครองตำบล หมู่บ้าน ซึ่งเป็นองค์กรปกครองท้องที่ตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องถิ่น

          การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นประกอบด้วย การบริหารราชการส่วนท้องิ่นรุปแบบทั่วไปได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดและการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 แห่งคือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา

2. กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม

          กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม คือกฎหมายที่กำหนดให้มีส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการอิสระระดับกรม พร้อมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการอิสระไว้ กฎหมายฉบับนี้ทำให้เห็นโครงสร้างของระบบราชการว่าประกอบด้วยส่วนราชการต่าง ๆ อะไรบ้าง แต่ละส่วนมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร และเนื่องจากการจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ต้องตรากฎหมายเป็นพระราชบัญญัติ ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเกี่ยวกับกระทรวง ทบวง กรม ก็ต้องมีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมทุกครั้ง สำหรับการแบ่งส่วนราชการกรมออกเป็นกองต่าง ๆ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร สามารถดำเนินการโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการนั้น  ตัวอย่างกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม อาทิ

          1.พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 20 พ.ศ. 2564) สาระสำคัญ คือกำหนดให้ “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ” ซึ่งโอนภารกิจบางส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาจัดตั้งเป็นส่วนราชการระดับกรม “เป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีไทย” สังกัด “สำนักนายกรัฐมนตรี” มีภารกิจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทย

         2. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 18 พ.ศ. 2562) สาระสำคัญ คือกำหนดให้มี “กรมการขนส่งทางราง” เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงคมนาคม โดยเป็นการยกฐานะขึ้นมาจากสำนักงานโครงการพัฒนาระบบราง ในสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรมการขนส่งทางรางมีหน้าที่กำกับดูแลระบบขนส่งทางรางทั่วประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงการเสนอแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานการกำกับดูแลกิจการขนส่งทางรางให้เป็นมาตรฐาน อีกทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางรางของประเทศให้สามารถแข่งขันและเชื่อมต่อการขนส่งรูปแบบอื่นและประเทศเพื่อนบ้านได้

3. กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

          กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน เป็นกฎหมายหลักที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนอันเป็นข้าราชการกลุ่มใหญ่ที่ปฏิบัติหน้าที่กระจายอยู่ทั่วทุกกระทรวง ทบวง กรม กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนที่ใช้บังคับปัจจุบัน ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนที่ พ.ศ 2551

          สาระสำคัญของกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนประกอบด้วย องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อ.ก.พ. กระทรวง อ.ก.พ. กรม และ อ.ก.พ. จังหวัด กำหนดให้มีเงินเดือนข้าราชการพลเรือน การกำหนดตำแหน่งระดับต่าง ๆ การบรรจุแต่งตั้ง การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ บำเหน็จความชอบ การเพิ่มพูนประสิทธิภาพ และเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ การดำเนินการทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ร้องทุกข์ เป็นต้น นับว่าเกี่ยวข้องครอบคลุมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตั้งแต่แรกเข้าจนกระทั่งออกจากราชการ

4. กฎหมายที่ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน[2]

          กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉินที่สำคัญมีอยู่ 5 ฉบับ ได้แก่

1)พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457  2)พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช 2548  3)พระราชบัญญัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พุทธศักราช 2550 4)พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พุทธศักราช 2551 และ 5)พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พุทธศักราช 2558  

          สำหรับการบริหารราชการเมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ จะเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในประเทศไทยจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

          1)พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พุทธศักราช 2551

          2)พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช 2548

          3)พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457

5. กฎหมายที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการอื่น ๆ

          กฎหมายบริหารราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการและปฏิบัติงานของส่วนราชการนั้น ๆ และ ตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ อาทิ

          1) กฎหมายที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ[3]

          เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมีเจตจำนงและให้จัดทำขึ้น และเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อให้ขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางเดียวกัน  เช่น พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560  พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560  และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562

          2) กฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน เป็นกฎหมายที่เปิดโอกาสให้มีการจัดระบบบริหารแนวใหม่สำหรับภารกิจของรัฐที่มีลักษณะเฉพาะบางกรณี เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ตลอดจนบูรณาการให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมงานกันอย่างมีเอกภาพและรวดเร็วทันเหตุการณ์

          3) กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เป็นกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในการจัดทำงบประมาณ ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี การโอนงบประมาณ การเบิกจ่ายและการควบคุมงบประมาณ เพื่อให้ส่วนราชการถือปฏิบัติโดยมีสำนักงบประมาณเป็นผู้รับผิดชอบ

          4)กฎหมายด้านการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งได้มีการดำเนินการต่อเนื่องมาจนปัจจุบันนับเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2565)[4]และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13(พ.ศ. 2566 – 2570) โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับผิดชอบ

          5)กฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กำหนดหลักเกณฑ์ให้ข้าราชการได้รับบำเหน็จบำนาญเมื่อออกจากราชการ เพื่อจูงใจและให้หลักประกันแก่ข้าราชการในการยึดงานราชการเป็นอาชีพ

          นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ ยังมีกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารดำเนินการได้โดยไม่ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ เช่น พระราชกฤษฎีกา มติคณะรัฐมนตรี กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติราชการ เป็นต้น

          กล่าวโดยสรุป  จากการที่ราชการไทยนั้นมีโครงสร้างขนาดใหญ่และมีภารกิจที่หลากหลาย มีกิจกรรมซับซ้อน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการสาธารณะที่มีคุณภาพให้กับคนในประเทศ ดังนั้นจึงต้องอาศัยกลไกหรือเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของราชการให้ไปสู่เป้าหมายหรือประสบความสำเร็จและทั่วถึง กลไกดังกล่าวได้แก่ หลักเกณฑ์ในการปฏิบัติราชการซึ่งปรากฏในรูปกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการ ซึ่งมีกฎหมายที่สำคัญได้แก่ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และกฎหมายที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เป็นต้น


[1] สำหรับ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาจนถึงฉบับปัจจุบันได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2553

[2] สาระสำคัญโดยละเอียดจะได้นำเสนอใน  หน่วยที่ 9 การบริหารราชการไทยในภาวะฉุกเฉิน

[3] สาระสำคัญโดยละเอียดจะนำเสนอใน  หน่วยที่ 6 นโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนการบริหารราชการไทย

[4]   แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 เดิมใช้แผนถึงปี พ.ศ.2564 ต่อมาได้ขยายเพิ่มออกไปอีก 1 ปี ถึง พ.ศ.2565