แนวคิดรัฐธรรมนูญ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติที่ส่งผลต่อการบริหารราชการไทย

แนวคิดรัฐธรรมนูญ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติที่ส่งผลต่อการบริหารราชการไทย

          รัฐธรรมนูญ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติได้ส่งผลต่อการบริหารราชการไทยโดยตรง ซึ่งสาระสำคัญเหล่านั้นจะเป็นกรอบ แนวทางและทิศทางการบริหารประเทศในระยะยาว สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้บัญญัติ หมวดที่ 6 แนวนโยบายแห่งรัฐที่กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ[1] และในมาตรา 65  สำหรับแนวนโยบายของรัฐบาล รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 นอกจากนี้ยังมีแนวคิดสำคัญอื่นๆที่ส่งผลต่อระบบราชการไทย อาทิ ระบบราชการไทย 4.0 และแนวคิดรัฐบาลดิจิทัล เป็นต้น สำหรับสาระสำคัญโดยสังเขป มีดังนี้ 

          1 แนวนโยบายแห่งรัฐที่กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ

          รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ  (ตามมาตรา 65)

          ผลจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ตามมาตรา 65 ส่งผลให้มีการตราพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการบริหารของระบบราชการไทยโดยตรง

          2 นโยบายของรัฐบาล

          คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มา ของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่ (มาตรา 162)

          นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาจะส่งผลต่อระบบราชการไทยโดยตรง ระบบราชการและบุคลากรของรัฐจะต้องทำการแปลงนโยบายซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมไปสู่การปฏิบัติโดยระบบราชการทั้ง ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติราชการ และจัดบริการสาธารณะให้กับประชาชนต่อไป ตัวอย่าง นโยบายหลักของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา (สมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ.ศ.2562)  อาทิ นโยบายการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย และ นโยบายการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เป็นต้น นโยบายเร่งด่วน อาทิ นโยบายแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน นโยบายปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และนโยบายมาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับการผันผวนของ เศรษฐกิจโลก เป็นต้น สำหรับลักษณะนโยบายของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้ 1) มีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน 2) เป็นนโยบายที่ไม่ทอดทิ้งประชาชนและแก้ไขปัญหาได้จริง และ 3) เป็นนโยบายที่เน้นการมีส่วนร่วมจากประชาชน หน่วยงานและองค์กรภาครัฐและเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เป็นต้น

          3 แนวคิดระบบราชการ 4.0

          แนวคิดระบบราชการ 4.0 คือแนวนโยบายของประเทศในปัจจุบันที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะใช้โมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ซึ่งส่งผลให้ระบบราชการซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ภาครัฐต้องปรับตัวและต้องพลิกโฉมเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Era)

          อิทธิพลของแนวคิดระบบราชการ 4.0 และรัฐบาลดิจิทัล

          ระบบราชการ 4.0 เป็นการดำเนินงานเพื่อรองรับต่อยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยภาครัฐ

จะต้องทำงานด้วยการยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน (Better Governance, Happier Citizens) ระบบราชการไทยจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานใหม่เพื่อพลิกโฉม (transform) ให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง (Credible and Trusted Government)  (ทศพร ศิริสัมพันธ์, 2560) โดยมีองค์ประกอบและเป้าหมายในการทำงานใน 3 ด้าน คือ

          1) ภาครัฐที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน (Open & Connected Government)

          ในการบริหารราชการต้องเปิดเผยโปร่งใสในการทำงาน แบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน โดยบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการและสามารถเข้ามาตรวจสอบการทำงานได้ตลอดจนเปิดกว้างให้กลไกภาคส่วนอื่นๆ เช่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม และโอนถ่ายภารกิจที่ภาครัฐไม่ควรดำเนินการเองออกไปให้แก่ภาคส่วนอื่นๆ ดำเนินการแทน จัดระเบียบความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างให้สอดรับกับการทำงานแนวระนาบในลักษณะของเครือข่ายมากกว่าตามสายการบังคับบัญชาในแนวดิ่ง ขณะเดียวกันก็ต้องเชื่อมโยงการทำงานในภาครัฐด้วยกันให้มีเอกภาพและสอดรับประสานกันกัน

          2) ภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric Government)

          ระบบราชการไทยต้องต้องทำงานเชิงรุก มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยไม่จำเป็นต้องรอการร้องขอความช่วยเหลือ (Proactive Public Services) รวมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐ (Big Government Data) และระบบดิจิทัลสมัยใหม่ในการจัดบริการสาธารณะที่ตรงกับความต้องการของประชาชน (Personalized หรือ Tailored Services) ทั้งนี้โดยการอาศัยการเชื่อมโยงกันเองของทางราชการเพื่อให้บริการได้เสร็จสิ้นในจุดเดียว ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้หลายช่องทาง

          3.ภาครัฐที่มีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย (Smart & High-Performance Government)

          ระบบราชการต้องทำงานอย่างเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า มีการวิเคราะห์ความเสี่ยง สร้างนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มและประยุกต์องค์ความรู้ในแบบสหสาขาวิชาเข้ามาใช้ในการตอบโต้กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเพื่อสร้างคุณค่า มีความยืดหยุ่นและความสามารถในการตอบสนองกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันเวลาตลอดจนเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง และปรับตัวเข้าสู่สภาพความเป็นสำนักงานสมัยใหม่ รวมทั้ง

ทำให้ข้าราชการมีความผูกพันต่อการปฏิบัติราชการและปฏิบัติหน้าที่ได้อยางเหมาะสมกับบทบาทของตน

          นอกจากนี้ในปัจจุบันระบบราชการไทยได้มุ่งสู่การเป็น “รัฐบาลดิจิทัล” (Digital Government)   ภาครัฐจึงได้จัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาภายใต้ชื่อ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA โดยทำหน้าที่ให้บริการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานรัฐและหน่วยงานอื่นเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ทั้งในด้านการพัฒนา การบริหารจัดการ และการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการให้บริการ หรือแอปพลิเคชันพื้นฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลดิจิทัล ด้านการจัดทํามาตรฐาน และเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน (Digital Transformation) ของหน่วยงานราชการ จึงกําหนดให้สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ดําเนินการจัดทําแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2563-2565 เพื่อสนับสนุุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทํางานและการให้บริการภาครัฐของประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ รวมถึงแผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งจะพัฒนาให้ประเทศไทยมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัลจนนําไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน[2]และสามารถนำภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลชั้นนำของโลกในอนาคตได้


[1] าสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้โดยละเอียดใน หน่วยที่ 6 นโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนการบริหารราชการไทย

[2]สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA เพิ่มเติมได้โดยละเอียดใน  https://www.dga.or.th/

บรรณานุกรม

ทศพร ศิริสัมพันธ์. (2560) การขับเคลื่อนระบบราชการสู่  Government 4.0. สํานักงาน ก.พ.ร.

พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560. ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 ตอนที่ 79 ก, ลงวันที่

31 กรกฎาคม 2560

พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม 136 ตอนที่ 67 ก  22 พฤษภาคม 2562

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560, 6 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 ตอนที่ 40 ก, หน้า 1-90.

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 119 ตอนที่ 103 ก (เล่ม 2) ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2545 เรื่อง กฎกระทรวงแบ่งส่วน      ราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย