สาระสำคัญของของกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

  • Post author:

สาระสำคัญในบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่กำหนดขึ้น ได้แก่ 1) ปรับปรุงระบบตำแหน่งและประเภทตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญให้เหมาะสมกับลักษณะงานเพื่อจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม 2) ให้มีกระบวนการสรรหาบุคคลในระบบเปิด เพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และเพื่อแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งในบางกรณี 3) กระจายอำนาจการบริหารทรัพยากรบุคคลให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดดำเนินการมากขึ้น 4) ปรับปรุงระบบวินัย อุทธรณ์ และร้องทุกข์ ให้มีความเข้มแข็ง และ 5) มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่งอธิบายแต่ละส่วนได้ดังนี้ (ธนวัฒน์ โลหะเวช, 2557: น. 11 – 15)

1. กลไกระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ เป็นการปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคลใน 7 ด้าน ได้แก่ 1) ประเภทข้าราชการ 2) ระบบการกำหนดตำแหน่ง 3) วิธีการกำหนดตำแหน่ง 4) ระบบเงินเดือน 5) การบรรจุแต่งตั้ง 6) ผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้ง  และ 7) การเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างแรงจูงใจซึ่งอธิบายแต่ละส่วนได้ดังนี้

1.1 ประเภทข้าราชการ มีการจัดประเภทของข้าราชการพลเรือนเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ข้าราชการพลเรือนสามัญ และ 2) ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ซึ่งในสาระต่างๆของเรื่องที่ 9.2.1 นี้จะมุ่งเน้นเฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญเท่านั้น

1.2 ระบบการกำหนดตำแหน่ง มีการจัดประเภทตำแหน่งให้สอดคล้องกับลักษณะงานในปัจจุบันซึ่งเดิมมีการกำหนดประเภทตำแหน่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ตำแหน่งประเภทบริหารระดับกลางและระดับสูง 2) ตำแหน่งประเภทวิชาการและวิชาชีพ และ 3) ตำแหน่งประเภททั่วไป โดยมีมาตรฐานกลางในการกำหนดระดับตำแหน่งเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งเรียกกันง่าย  ๆ ว่า “ซี” คือ การมี Common Level ที่กำหนดร่วมกันไว้เป็น 11 ระดับ ในขณะที่พระราชบัญญัติฉบับปัจจุบันได้ยกเลิก “ซี” หรือ Common Level และจัดทำมาตรฐานกำหนดระดับตำแหน่งแยกตามลักษณะของประเภทตำแหน่ง ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการกำหนดประเภทตำแหน่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1.2.1 ตำแหน่งประเภทบริหาร มีระดับดังนี้

– ระดับต้น

– ระดับสูง

1.2.2 ตำแหน่งประเภทอำนวยการ มีระดับดังนี้

– ระดับต้น

– ระดับสูง

1.2.3 ตำแหน่งประเภทวิชาการ มีระดับดังนี้

– ระดับปฏิบัติการ

– ระดับชำนาญการ

– ระดับชำนาญการพิเศษ

– ระดับเชี่ยวชาญ

– ระดับทรงคุณวุฒิ

1.2.4 ตำแหน่งประเภททั่วไป มีระดับดังนี้

– ระดับปฏิบัติงาน

– ระดับชำนาญงาน

– ระดับอาวุโส

– ระดับทักษะพิเศษ

1.3 วิธีการกำหนดตำแหน่ง ในการกำหนดตำแหน่งตามพระราชบัญญัติฉบับนี้เน้นกระจายอำนาจไปยังส่วนราชการ กล่าวคือ เดิม ก.พ. จัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งโดยกำหนดระดับมาตรฐานกลาง (Common Level) หรือที่เรียกกันว่า “ซี” และเป็นผู้กำหนดทั้งจำนวนและระดับตำแหน่งให้แก่ส่วนราชการ ส่วนราชการจะสามารถกำหนดระดับตำแหน่งได้เฉพาะที่ ก.พ. มอบอำนาจให้ ในขณะที่ตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ ก.พ. ได้จัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามแนวทางระบบจำแนกตำแหน่งใหม่ โดยจะมอบอำนาจให้ส่วนราชการกำหนดจำนวนตำแหน่งได้ตามกรอบงบประมาณและหลักเกณฑ์ และจัดตำแหน่งได้ตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามที่ ก.พ. กำหนดไว้

การบริหารโดยยึดหลักความรู้ความสามารถ ทุกกระบวนการของการบริหารทรัพยากรบุคคลตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เน้นที่ความรู้ความสามารถเป็นหลัก กล่าวคือ ทั้งกระบวนการสรรหา การคัดเลือก การบรรจุแต่งตั้ง การพัฒนา การกำหนดตำแหน่ง การให้คุณให้โทษ การเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ และอื่น ๆ จะดำเนินการโดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถเป็นสำคัญ

1.4 ระบบค่าตอบแทน มีการปรับปรุงให้เงินเดือนพื้นฐานสอดคล้องกับค่างานอย่างแท้จริง เนื่องจากระบบเงินเดือนแบบเดิมใช้บัญชีเงินเดือนเดียวกับทุกประเภทตำแหน่ง ทำให้ไม่ยืดหยุ่นและไม่สนับสนุนการทำงานรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นผลงานและการพัฒนาความรู้ ประกอบกับบัญชีเงินเดือนพื้นฐานห่างจากภาคเอกชนมาก จึงไม่สามารถดึงดูดหรือจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามารับราชการ และไม่สามารถรักษาผู้มีศักยภาพสูงไว้ได้ ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงระบบเงินเดือนใหม่ โดยกำหนดให้มีบัญชีเงินเดือนหลากหลาย แยกตามประเภทตำแหน่ง เพื่อประโยชน์ทั้งในการปรับอัตราเงินเดือนให้สอดคล้องกับตลาดและการบริหารผลงาน และความรู้ความสามารถของข้าราชการแต่ละประเภทได้คล่องตัว รวมทั้งสะท้อนค่างานของตำแหน่งในแต่ละประเภทได้อย่างแท้จริง

1.5 การบรรจุแต่งตั้ง เปิดโอกาสให้มีการสรรหาแบบเปิด จากเดิมที่เคยเน้นบรรจุแต่งตั้งภายในส่วนราชการ เปลี่ยนเป็นการเปิดให้สามารถบรรจุแต่งตั้งข้าราชการได้ทั้งจากภายในและภายนอกส่วนราชการ ในบางกรณีก็อาจรวมถึงจากภายนอกภาคราชการด้วย

1.6 ผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้ง พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลไปยังส่วนภูมิภาค กล่าวคือ จากเดิมที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจบรรจุแต่งตั้งเฉพาะตำแหน่งที่ไม่ใช่หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด เปลี่ยนเป็นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจบรรจุแต่งตั้งเท่ากับอธิบดี ซึ่งสามารถแต่งตั้งตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดได้

1.7 การเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างแรงจูงใจ มุ่งพัฒนาข้าราชการด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมายการบริหารราชการ โดยเน้นดำเนินการตามหลักการจัดระเบียบข้าราชการพลเรือน ส่งเสริมผู้มีความสามารถ ความอุตสาหะ รักษาจรรยา รวมทั้งพัฒนาให้ข้าราชการมีค่านิยมสร้างสรรค์ เพื่อดูแลคนดีและเก่งไว้ในราชการ

ต่อมาที่สำคัญคือ บทบาทคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) จากเดิมที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นทั้งผู้จัดการทรัพยากรบุคคลของฝ่ายบริหารผู้พิทักษ์ระบบคุณธรรม และผู้จัดโครงสร้างส่วนราชการ ได้ปรับบทบาทให้เป็นผู้รับผิดชอบยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ของรัฐบาล และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)ส่วนบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) จากเดิมที่เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปลี่ยนให้เป็นเจ้าหน้าที่ทั้งของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)

กฎหมายกำหนดให้  ก.พ. อยู่ในฐานะผู้รับผิดชอบยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ของรัฐบาล ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารกำลังคนและสร้างกำลังคนที่มีประสิทธิภาพ เน้นบทบาทวางแผนกำลังคนภาคราชการพลเรือน สรรหาคนเก่งคนดีมีคุณภาพ สร้างทางก้าวหน้า เกียรติ ศักดิ์ศรี สร้างทัศนคติ วัฒนธรรม การทำงานที่พึงประสงค์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี บนหลักของผลงาน ความรู้ความสามารถและคุณธรรม

หน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันมี 3 บทบาทหลักได้แก่

1. กำหนดนโยบายและออกกฎระเบียบ ได้แก่ กฎ ก.พ./ข้อบังคับ/ระเบียบ เป็นหลักการในการบริหารทรัพยากรบุคคลให้กระทรวง กรม ใช้ดำเนินการให้สอดคล้องกับการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) และการเตรียมกำลังคนภาครัฐสำหรับอนาคต ทั้งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในรูปแบบต่าง  ๆ ภายในประเทศ การจัดสรรและดูแลในเรื่องทุนรัฐบาล/ทุนเล่าเรียนหลวง รวมทั้งบุคลากรภาครัฐที่ศึกษาหรือฝึกอบรมพัฒนาในต่างประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินการตามบทบาทดังกล่าวของ ก.พ. ไม่เฉพาะแต่กระทรวง กรมเท่านั้น แต่รวมถึงหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด นอกจากนี้ ยังรวมถึงเรื่องของการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาด้วย

2. ติดตาม กำกับ ดูแล และตีความกฎหมาย ดังนี้

1) ตีความ/วินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้

2)  แก้ไขทะเบียนประวัติและอายุเกษียณของข้าราชการ

3)  ประเมินและพัฒนาสมรรถนะการบริหารทรัพยากรบุคคลและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติของส่วนราชการ

4)  รายงานนายกรัฐมนตรีกรณีส่วนราชการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

5)  รายงานคณะรัฐมนตรีกรณีการจัดสวัสดิการหรือการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตข้าราชการไม่เหมาะสม

3. เสนอแนะให้แก่ส่วนราชการและคณะรัฐมนตรี

1) ให้ข้อเสนอแนะในการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์

2) ให้ข้อเสนอแนะนโยบาย และยุทธศาสตร์ การบริหาร และการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในราชการฝ่ายพลเรือน

องค์ประกอบของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ ก.พ. ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนข้าราชการ ให้เปลี่ยนเป็น ก.พ. ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น ไม่รวมกรรมการผู้แทนข้าราชการ เนื่องจากงานในส่วนของการพิจารณานั้นได้ถ่ายโอนให้เป็นอำนาจของส่วนราชการแล้ว โดยมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ

เอกสารอ้างอิง

ธนวัฒน์ โลหะเวช. (2556). หน่วยที่ 10 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ ใน

เอกสารการสอนชุดวิชา 32304 การจัดการทรัพยากรมนุษย์. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2551, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125/ ตอนที่ 22 ก/

หน้า 1 / 25 มกราคม 2551