การผลักภาระภาษี (Tax Shifting) คือการที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดแบ่งภาระภาษีบางส่วนหรือทั้งหมดไปให้กับบุคคลอื่น การผลักภาระภาษีโดยทั่วไปอาจมีวิธีการผลักภาระภาษี 2 วิธีคือ (1) การผลักภาระภาษีไปข้างหน้า (2) การผลักภาระภาษีไปข้างหลัง
- การผลักภาระภาษีไปข้างหน้า (Forward Shifting) เช่น ผู้ผลิตสินค้าซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีจากการผลิตสินค้า ผู้ผลิตอาจผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคสินค้าได้โดยการขึ้นราคาสินค้า เป็นต้น
- การผลักภาระภาษีไปข้างหลัง (Backward Shifting) เช่น ผู้ผลิตสินค้าซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีจากการผลิตสินค้า ผู้ผลิตอาจผลักภาระภาษีไปให้เจ้าของปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นได้ เช่น การลดค่าจ้างแรงงาน หรือลดราคาปัจจัยการผลิต เป็นต้น
จากผลของการผลักภาระภาษีตามวิธีที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นได้ว่าภาระภาษีที่แท้จริงตามตัวอย่างนั้นจะกระทบต่อบุคคล 3 กลุ่มด้วยกัน คือ 1) ผู้บริโภคสินค้า 2) เจ้าของปัจจัยการผลิต 3) ผู้ผลิตสินค้า ผู้ใดจะรับภาระภาษีที่แท้จริงไว้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านได้แก่ 1) กฎหมายภาษีอากร 2) ประเภทของภาษี 3) ระดับการแข่งขันของตลาด 4) ลักษณะของสินค้า และ 5) สภาพเศรษฐกิจ เป็นต้น
1) กฎหมายภาษีอากร เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดขอบเขตของการผลักภาระภาษี เช่น ภาษีสรรพสามิต ในกรณีที่กำหนดให้ผู้ผลิตเก็บภาษีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ผลิตอาจรวมค่าภาษีเข้าไว้กับราคาค่าสินค้า ทำให้ผู้ผลิตแม้จะเป็นผู้ชำระภาษีที่กรมสรรพาสามิต แต่สามารถผลักภาระภาษีให้ผู้บริโภคได้
2) ประเภทของภาษี เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดขอบเขตของการผลักภาระภาษี เช่น
2.1) ภาษีทางอ้อม เป็นภาษีที่เก็บจากฐานการใช้จ่าย หรือฐานการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการต่างๆ ภาษีทางอ้อมจึงเป็นภาษีที่ผลักภาระภาษีได้ง่าย ดังนั้นแม้จะจัดเก็บจากผู้ผลิตหรือผู้ขายก็ตาม ภาระภาษีอาจถูกผลักไปให้ผู้บริโภคได้ในท้ายที่สุดในรูปของการขึ้นราคาสินค้าหรือบริการ
2.2) ภาษีทางตรง โดยทั่วไปมีผลสำคัญในการลดรายได้ของผู้เสียภาษี แต่จะไม่มีผลเพิ่มราคาสินค้าหรือบริการที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้ผลิต หรือถ้ามีก็น้อยมาก ดังนั้นภาษีทางอ้อมจึงเป็นภาษีที่ผลักภาระได้ง่ายกว่าภาษีทางตรง
3) ระดับการแข่งขันของตลาด เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดขอบเขตของการผลักภาระภาษี เช่น ถ้าตลาดสินค้าชนิดใดมีผู้ผลิตหรือผู้ขายน้อยราย หรือเป็นตลาดผูกขาด ผู้ผลิตหรือผู้ขายนั้นย่อมมีอำนาจในการต่อรองราคาหรือกำหนดราคาสินค้าได้สูง เพราะผู้ซื้อหรือผู้บริโภคมีจำนวนมากราย ดังนั้นผู้ผลิตหรือผู้ขายจึงสามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคโดยการขึ้นราคาสินค้าได้ง่ายกว่ากรณีที่เป็นตลาดที่มีผู้ผลิตหรือผู้ขายเป็นจำนวนมาก
4) ลักษณะของสินค้า เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดขอบเขตของการผลักภาระภาษี หากเป็นสินค้าที่มีความคงทนถาวรมาก เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ รถยนต์ เป็นต้น ผู้ขายก็สามารถเก็บรักษาสินค้าประเภทนี้ไว้ได้นานโดยไม่เสื่อมสภาพเพื่อรอช่วงจังหวะอันเหมาะสมที่จะขึ้นราคา และสามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้บริโภคได้ แต่หากเป็นสินค้าที่มีความคงทนถาวรน้อย เช่น อาหารสดเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เป็นต้น ผู้ขายไม่สามารถเก็บรักษาสินค้าประเภทนี้ไว้ได้นาน ดังนั้นแม้ว่าราคาสินค้าจะต่ำกว่าทุนในบางครั้งก็จำเป็นต้องขาย เพื่อมิให้สินค้านั้นเสื่อมสภาพไปโดยไม่มีมูลค่า
5) สภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ นับว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถผลักภาระภาษีไปได้มากน้อยเพียงใดเช่นเดียวกัน กล่าวคือในระยะที่เศรษฐกิจของประเทศเกิดภาวะเงินเฟ้อ มีการใช้จ่ายคล่องเนื่องจากปริมาณเงินในท้องตลาดมีมาก ผู้ขายสินค้าย่อมสามารถขายสินค้าได้โดยง่ายกว่าการขายสินค้าในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเกิดภาวะเงินฝืด เพราะเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อผู้ซื้อจะมีเงินอยู่ในมือมากกว่าปกติ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเรียกเก็บภาษีอากรในขณะที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการผลักภาระภาษีไปข้างหน้าของผู้ผลิตย่อมไม่เป็นปัญหาด้านราคาแก่ผู้บริโภคมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถในการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคและมูลค่าของเงินเป็นสิ่งที่ช่วยในการรับภาระภาษี
