หากย้อนดูโครงสร้างการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในภาวะวิกฤติโควิด-19 จะเห็นโครงสร้างการบริหารราชการที่มีความซ้อนกันอยู่หลายชั้น กล่าวคือ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษตามมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 รวมถึงมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เพื่อควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักรแล้วนั้น กฎหมายพิเศษฉบับนี้ยังให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสามารถจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ย่อยในด้านต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งหนึ่งใน ศบค. ย่อยเหล่านั้นที่จัดตั้งขึ้นมาเพิ่มเติม นั่นก็คือ “ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย หรือมีชื่อว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.)” ทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งกลไกย่อยของรัฐส่วนกลางในการบริหารราชการในภาวะวิกฤติโควิด-19 เพื่อดำเนินการตามข้อสั่งการจาก ศบค. ชุดใหญ่ และประสานการทำงานกับการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว โดยอำนาจหน้าที่ของ ศบค. มท. มีดังนี้
(1) ดำเนินการตามข้อสั่งการจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค. ชุดใหญ่)
(2) อำนวยการในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน สั่งการ และประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
(3) อำนวยการ และประสานงานกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยและจัดการเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
(4) กำกับดูแล ควบคุม และติดตามการปฏิบัติงานของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันแพร่ระบาดของโควิด-19
(5) บูรณาการข้อมูลและบริหารจัดการข้อมูลที่ได้รับรายงานในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย
(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย
เมื่อพูดถึงการบริหารราชการส่วนภูมิภาคท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรก จะพบว่า ราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัดและอำเภอ) มีบทบาทรองลงมาจากราชการส่วนกลางเพราะเป็นกลไกที่คอยกำกับควบคุมให้แต่ละหน่วยในพื้นที่ดำเนินงานตามคำสั่ง/มาตรการ/แนวทางของรัฐส่วนกลาง ผ่านการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการในแต่ละพื้นที่ สามารถสั่งการและควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับมาตรา 22 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ระบุว่าอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่นให้ดำเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งอื่นใด หรือมติของคณะรัฐมนตรี ให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในส่วนราชการเดียวกัน หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ดังเช่นกรณีการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถพิจารณาสั่งล็อคดาวน์ (Lockdown) หรือยกระดับมาตรการป้องกันโรคในพื้นที่จังหวัดเพิ่มเติมจากคำสั่งรัฐบาลได้เท่าที่จำเป็นโดยจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก และคำนึงถึงการปฏิบัติราชการในภาวะวิกฤติได้อย่างคล่องตัว สะดวก และรวดเร็วด้วย
ดังนั้นแล้วการบริหารราชการในภาวะวิกฤติโควิด-19 เช่นนี้จึงเห็นบทบาทของราชการส่วนภูมิภาคในฐานะกลไกในการกำกับดูแลและควบคุมหน่วยงานในระดับพื้นที่หรือจังหวัดในการจัดการกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั่นเอง
ที่มา : สถาบันพระปกเกล้า. (2564). รายงานสถานการณ์ การกระจายอำนาจ ประจำปี พ.ศ. 2564 : บทสำรวจว่าด้วยบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการวิกฤติโควิด-19. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.
