แนวทางการพัฒนาและการบริหารเงินอุดหนุนควรยึดหลักความเป็นธรรม ความสอดคลองกับรายได้และสัดส่วนเงินอุดหนุนควรอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับการจัดสรรเงินอุดหนุนควรยึดหลักความเป็นธรรม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีสภาพและฐานะทางเศรษฐกิจเท่ากันควรได้รับเงินอุดหนุนเท่ากัน นอกจากนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้น้อย ควรได้รับเงินอุดหนุนมากขึ้น เพื่อเป็นการปรับระดับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้นการบริหารเงินอุดหนุนควรสอดคล้องกับภาพรวมรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสัดส่วนของเงินอุดหนุนต่อรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะอยู่ในระดับต่ำ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ท้องถิ่นพึ่งพารายได้ของท้องถิ่นเอง นอกจากนี้การจัดสรรเงินอุดหนุนแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภท ควรมีการระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
นอกจากนี้ การบริหารเงินอุดหนุนทั่วไปควรจะมีสูตรในการคำนวณที่ไม่ซับซ้อนและควรบริหารเงินอุดหนุนด้วยความโปร่งใส
การบริหารเงินอุดหนุนทั่วไปควรจะมีสูตรในการคำนวณที่ไม่ซับซ้อน (ที่ผ่านมาสูตรในการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปค่อนข้างที่จะซับซ้อนและยุ่งยาก) ดังนั้นจึงควรมีการจัดสรรด้วยความชัดเจน โดยสูตรในการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไป ควรคำนึงถึงด้านรายได้และรายจ่ายตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งจะเป็นการสะท้อนถึงช่องว่างทางการคลังได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรจะต้องมีการประเมินและปรับปรุงสูตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ นอกจากนั้นข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณควรจะมีความถูกต้อง เชื่อถือได้ และไม่ล่าช้า นอกจากนี้ควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ สามารถทำการตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย โดยเฉพาะการจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้กับท้องถิ่น ควรมีระบบการจัดการที่โปร่งใส และมีมาตรฐาน
การแก้ไขปัญหาเงินอุดหนุนเฉพาะกิจในระยะยาว
สำหรับแนวทางการแก้ไขเงินอุดหนุนเฉพาะกิจในระยะสั้นควรลดบทบาทนักการเมืองระดับชาติโดยปรับโครงสร้างการต่อรองในเงินอุดหนุนให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเปิดเผยร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ คือ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยจัดสรรเงินอุดหนุนโดยการยึดข้อมูล ความจำเป็น และเพื่อการลดช่องว่างทางการคลังและเพื่อความเป็นธรรม สำหรับในระยะยาวควรนำฐานคิดเรื่อง ระบบงบประมาณแบบใหม่มาใช้ โดยการเปลี่ยน ฐานคิด “ให้จังหวัดเป็นท้องถิ่นจัดการตนเอง” และเป็นหน่วยเชิงงบประมาณในการบริหารราชการเป็นหลักแทนการจัดสรรงบประมาณแบบเดิมที่ลงมาที “กรม” ควรมีนโยบายระดับชาติ “ลดบทบาทของกรม” ที่เป็นราชกลางส่วนกลางลง และมาเพิ่มฐานคิดในเชิงพื้นที่มากยิ่งขึ้น ทังนี้เพื่อป้องกันเงินงบประมาณรั่วไหล ( ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และดารุณี พุ่มแก้ว,2560) และการคอรัปชั่นจากเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ซึ่งมีลักษณะรั่วไหลและผันผวนสูง
บรรณานุกรม
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และดารุณี พุ่มแก้ว. (2560). วารสารสถาบันพระปกเกล้า ปีที่ 15, ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2560) หน้า 118-138.
Boadway R. (2007) “Grants in a Federal Economy: A Conceptual Perspective” In
Intergovernmental Fiscal Transfers: principles and practice. Washington, D.C.: World
Bank. pp. 55-74
