การที่จะทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ถูกนำไปดำเนินการในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจัง รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวผ่านกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะพัฒนาเป็นลำดับแรก 4 สาขา ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 2. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน 3. อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และ 4. อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ซึ่งอุตสาหกรรมทั้ง 4 สาขาถือเป็นอุตสาหกรรมนำร่องในการนำยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 มาใช้เป็น 4 สาขาแรกของประเทศไทย
หนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะพัฒนาเป็นลำดับแรก 4 สาขาข้างต้น คือ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งนับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่เป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อีกทั้งอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารยังเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกพัฒนามานานหลายสิบปี มีมูลค่าการส่งออกในปี 2560 ถึง 1 ล้านล้านบาท และมีบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจมากมาย ฉะนั้นในการศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จจึงควรเริ่มต้นที่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งจะสามารถนำผลการวิจัยไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เดชา จาตุธนานันท์, 2561) และเมื่อศึกษาจากรายงานผลการสำรวจการวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ประจำปี 2560 พบว่า ในปี 2559 อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนามากที่สุด คือ 15,051 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์มีมูลค่า 11,879 ล้านบาท และปิโตรเลียมมีมูลค่า 9,251 ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อพิจารณาในแง่ของจำนวนกิจการที่มีการดำเนินกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนาในปี 2559 พบว่า อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีจำนวนผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนามากที่สุดจำนวน 802 กิจการ รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมเคมีจำนวน 698 กิจการ และอุตสาหกรรมยางและพลาสติกจำนวน 227 กิจการ ตามลำดับ (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ, 2560.)
เมื่อพิจารณาในแง่สัดส่วนรายปีพบว่า อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารมีสัดส่วนการใช้จ่ายลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) มากที่สุดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ แต่หากพิจารณาสัดส่วนดังกล่าวต่อ GDP พบว่า ยังมีค่าต่ำกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการผลิต อย่างไรก็ตาม สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการลงทุน R&D ในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารต่อ GDP ของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมโดยรวมในปี 2558 (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ, 2559.)
อิทธิชัย ยศศรี (2561) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอยู่แล้ว เพราะว่ามีการพัฒนาค่อนข้างมากและต่อเนื่อง อีกทั้งรัฐบาลสนับสนุนและกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลก” ซึ่งการดำเนินการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่โลก พ.ศ. 2559-2564 มีขอบเขตครอบคลุมเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ และธุรกิจสนับสนุน กล่าวคือ ต้นน้ำ ได้แก่ สินค้าเกษตร ซึ่งครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรอาหาร สินค้าเกษตรแปรรูปเบื้องต้น กลางน้ำ คือ สินค้าอุตสาหกรรม ครอบคลุมถึงสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูปต่างๆ ปลายน้ำ คือ ธุรกิจบริการด้านอาหาร ซึ่งครอบคลุมธุรกิจร้านอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร และธุรกิจการจัดอาหารสำหรับคนหมู่มาก (Catering) และธุรกิจ/กิจกรรมสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง อาทิ การตรวจประเมินมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ธุรกิจโลจิสติกส์สินค้าอาหาร เครื่องจักรกลการเกษตรแปรรูป การวิจัยและพัฒนาด้านสินค้าเกษตรและอาหาร ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และการพัฒนาบุคลากร (สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, 2559, น. 19)
การนำยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ไปใช้ปฏิบัติจริงให้เกิดประสิทธิภาพจำเป็นที่จะต้องมีการประสานสอดคล้องกันของภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม โดยต้องมีการกำหนดทิศทางในการพัฒนาอย่างชัดเจนประกอบกับจะต้องมีตัวชี้วัดที่สามารถระบุความคืบหน้าของการดำเนินยุทธศาสตร์ได้ ทั้งนี้นอกจากจะมียุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 เป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมืออีกหนึ่งตัว คือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Critical Success Factors: CSFs) ซึ่งเป็นเสมือนเคล็ดลับในการดำเนินยุทธศาสตร์ให้สามารถบรรลุเป้าประสงค์ตามตัวชี้วัด (Key Performance Indicators: KPIs) ที่กำหนด
ในอุตสาหกรรมต่างๆ จะมีปัจจัยสู่ความสำเร็จซึ่งผู้บริหารของบริษัทต้องเข้าใจเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จของบริษัท ปัจจัยแห่งความสำเร็จเป็นตัวแปรที่สามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตำแหน่งการแข่งขันโดยรวมในอุตสาหกรรม โดยทั่วไปแล้วปัจจัยแห่งความสำเร็จจะแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม และมีความสำคัญต่อการกำหนดความสามารถของบริษัทที่จะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมนั้น (Wheelen, Hunger, Hoffman, & Bamford, 2018, pp. 147) โดย Rockart (1979) กล่าวว่า “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ เป็นแนวทางที่จะช่วยให้ผู้บริหารกำหนดข้อมูลที่จำเป็นได้ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์กร” อีกทั้งยังกล่าวอีกว่า “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินงานหรือการบรรลุความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ขององค์กร”
