1. การค้นหาโอกาสใหม่ (Searching for new opportunities) เนื่องจากนวัตกรรมเป็นเรื่องที่มีฐานคิดมาจากการสร้างคุณค่าใหม่ที่แตกต่างจากเดิมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ในการพัฒนานวัตกรรมจึงจำเป็นที่องค์การจะต้องศึกษาข้อมูลในด้านต่างๆ เช่น ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ การวิจัยและพัฒนา ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป การตลาดและคู่แข่งขัน การวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้ม เป็นต้น โดยทั้งหมดทำไปเพื่อมุ่งค้นหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะนำมาสร้างความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้นแก่องค์การ ธุรกิจ หรือการให้บริการลูกค้า กล่าวได้ว่ายิ่งองค์การมีการศึกษาวิเคราะห์และเห็นโอกาสใหม่ๆ หรือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ได้มากเท่าไร จะยิ่งทำให้องค์การสามารถนำโอกาสเหล่านั้นมาวิเคราะห์และบูรณาการออกมาเป็นนวัตกรรมได้มาก
2. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการออกแบบคุณค่าใหม่ๆ (creativity) กล่าวได้ว่าการเกิดขึ้นของนวัตกรรม จะต้องอาศัยการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการหาทางออกหรือทางเลือกใหม่ๆ เป็นอย่างมาก เนื่องจากการคิดนวัตกรรม ไม่ได้มุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงแบบปรับปรุงทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้น แต่มุ่งไปที่ความต้องการในสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ๆ (value proposition) ให้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยคาดหวังว่าคุณค่าใหม่เหล่านี้จะทำให้เกิดผลกระทบทางบวกในระดับสูงที่มีต่อองค์การ เช่น รายได้ที่สูงขึ้นมากจากผลิตภัณฑ์นวัตกรรม มูลค่าหุ้นที่สูงขึ้นในตลาด ภาพลักษณ์ต่อการเป็นองค์การที่มีความทันสมัย การอยู่ในลำดับการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน ประสบการณ์ใหม่ที่ลูกค้าหรือผู้รับบริการจะได้รับด้วยความประทับใจที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ ทีมนวัตกรรมจึงจำเป็นมากที่จะต้องมาการนำโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาช่วยคิดสร้างสรรค์ด้วยการจินตนาการใหม่ (re-imagine) ออกมาตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ การคิดค้นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่แปลกใหม่ การสร้างสรรค์นวัตกรรมการบริการที่สร้างความประทับใจสูงต่อลูกค้า การพัฒนานวัตกรรมกระบวนการทำงานให้เป็นการทำงานบนออนไลน์แบบไร้รอยต่อ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นระบบงานต่างๆ ขององค์การ
3. ความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากรที่มาร่วมกันพัฒนานวัตกรรม (knowledge and expertise) ในการพัฒนานวัตกรรมซึ่งเป็นเรื่องใหม่ขององค์การ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมเรื่องนั้นมาร่วมเป็นทีมนวัตกรรม ซึ่งทุกคนจะต้องมาร่วมกันในคิดเกี่ยวกับคุณค่าใหม่ที่จะสร้างให้เกิดขึ้นผ่านนวัตกรรมนั้น ร่วมกันในการออกแบบแนวคิดของการพัฒนานวัตกรรม (innovation concept) ร่วมกันในออกแบบต้นแบบของนวัตกรรม (innovation prototype) ร่วมกันในการออกแบบบรายละเอียดของนวัตกรรม ร่วมกันทดสอบนวัตกรรม ดังนั้น บุคคลต่างๆ ในทีมมนวัตกรรมจะต้องมีและนำความรู้และความเชี่ยวชาญของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนและทำงานร่วมกันจนให้นวัตกรรมประสบผลสำเร็จ
4. การจัดการความเสี่ยงในกระบวนการของการพัฒนานวัตกรรม (risk-taking) เนื่องจากนวัตกรรมเป็นเรื่องใหม่ขององค์การ ดังนั้น ในการกระบวนการของการพัฒนานวัตกรรม องค์การจะต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยง (risk factors) ที่อาจจะเข้ามาส่งผลกระทบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการนวัตกรรมที่ได้มีการถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ เช่น ความเสี่ยงในด้านงบประมาณ ความเสี่ยงในด้านเทคโนโลยี ความเสี่ยงด้านการตลาด ความเสี่ยงด้านเทคนิค ความเสี่ยงด้านบุคคลในทีมนวัตกรรม ความเสี่ยงจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ความเสี่ยงจากการต่อต้านหรือการไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น ดังนั้นในตลอดทุกขั้นตอนของกระบวนการในการพัฒนานวัตกรรม ทีมนวัตกรรมจะต้องระบุและบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ความเสี่ยงต่างๆ อยู่ในระดับที่น้อยหรือระดับที่ยอมรับได้ เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมประสบความสำเร็จ
5. การสร้างความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ (collaboration) เนื่องจากการพัฒนานวัตกรรมจะเป็นเรื่องที่เป็นคุณค่าใหม่ที่องค์การต้องการจะให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ในการพัฒนานวัตกรรมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องบูรณาการบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกันในลักษณะที่เป็นทีมนวัตกรรม (innovative team) เช่น นักการตลาด โปรแกรมเมอร์ ผู้ออกแบบกราฟฟิก รวมถึงบุคลากรที่ทำงานในฝ่ายต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะต้องมาร่วมกันออกแบบแนวคิดเบื้องต้น การประเมินความเป็นไปได้ รวมถึงการออกแบบในรายละเอียดของนวัตกรรม การทดสอบ และการประเมินผลการนำนวัตกรรมไปใช้ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วในในการพัฒนานวัตกรรมในบางเรื่อง องค์การก็มีความจำเป็นที่จะต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนานวัตกรรมในเรื่องนั้น เช่น การให้มาร่วมให้คำแนะนำในการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากร (Enterprise Resources Planning : ERP) ที่ครอบคลุมงบประมาณ การจัดซื้อ การผลิต การเงินและบัญชี เพื่อพัฒนานวัตกรรมระบบการบริหารการเงินรูปแบบใหม่ขึ้นมาใช้ในองค์การ เป็นต้น รวมถึงอาจมีนำพันธมิตรที่เป็นคู่ความร่วมมือจากภายนอกมาร่วมกันในการพัฒนานวัตกรรมด้วย
6. การมองการแก้ไขปัญหาขององค์การด้วยมุมมองหรือทางเลือกใหม่ๆ (new solution of problem-solving) กล่าวได้ว่า ในการพัฒนานวัตกรรมอาจเริ่มต้นจากที่องค์การมีความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาที่เป็นเรื่องที่เป็น pain point สำคัญต่อองค์การหรือการรับบริการของลูกค้า โดยที่องค์การมุ่งที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญเหล่านั้นด้วยทางออกหรือทางเลือกใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน โดยองค์การต้องการสร้างคุณค่าใหม่หรือต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดแบบเดิม (old mindset) จากความเคยชินที่ทำงานภายใต้กระบวนการทำงานแบบเดิม ไปสู่วิธีคิดแบบใหม่ (new mindset) เช่น ใช้วิธีคิดใหม่เป็นแบบนำเอาลูกค้ามาเป็นศูนย์กลาง (customer or citizen centric) แทนที่แบบเดิมที่นำเอาหน่วยงานที่ให้บริการเป็นศูนย์กลาง (department centric) เช่น กรมการขนส่งทางบก ที่ได้มีการพัฒนานวัตกรรมการให้บริการที่เรียกว่า เลื่อนล้อต่อภาษี (drive through) ซึ่งกระบวนการแบบเดิม ได้สร้างปัญหาอย่างมากต่อการรอคอยของผู้ใช้บริการที่ต้องใช้เวลามาก ประกอบกับข้อจำกัดของการหาที่จอดรถยากในบริเวณของพื้นที่ที่ให้บริการ ทำให้กรมการขนส่งทางบกได้นำปัญหาสำคัญเหล่านี้มาออกแบบมาเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ผู้รับบริการไม่ต้องลงจากรถและรับบริการจากตู้ที่มีเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียวภายในไม่เกิน 3 นาที และเมื่อต่อภาษีแล้วก็สามารถขับรถออกไปได้เลย เป็นต้น
7. ความสามารถในการปรับตัวขององค์การด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้ทันต่อสภาพแวดล้อมที่เข้ามีผลกระทบต่อองค์การ (adaptability) นวัตกรรมจะต้องถูกออกแบบเพื่อให้สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความต้องการใหม่ๆ ของตลาดและลูกค้า สภาพการณ์ของการแข่งขัน เป็นต้น ซึ่งสภาพแวดล้อมต่างๆ เหล่านี้จะเป็นปัจจัยเร่งให้องค์การจะต้องมีการปรับตัวด้วยการคิดและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ เช่น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคลาวด์และพฤติกรรมของผู้เรียนที่ต้องการสอบได้ทุกที่ในโลก ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่พบกับการระบาดของโควิด-19 ทำให้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจำเป็นต้องมีการพัฒนานวัตกรรมระบบการสอบออนไลน์ขึ้นมาเพื่อให้นักศึกษาที่อยู่ทั่วโลกสามารถเข้าสอบได้ในเวลาเดียวกัน เป็นต้น
8. การได้รับการสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ (resources) ในการพัฒนานวัตกรรมให้เกิดขึ้น จำเป็นที่องค์การจะต้องได้รับการสนับสนุนทรัพยากร เช่น การได้รับการสนับสนุน`เงินทุน การได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการทำการวิจัยนวัตกรรม (innovative research) การจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ การได้รับการสนับสนุนให้มีการเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนานวัตกรรม เป็นต้น ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยทำให้ทีมนวัตกรรมขององค์การสามารถที่จะแปลงแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นออกมาเป็นชิ้นนงานนวัตกรรม โดยที่ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ ในการพัฒนานวัตกรรมอย่างเต็มที่
9. การให้ความสำคัญของผู้นำองค์การและการมองวิสัยทัศน์ในอนาคต (leadership and vision) กล่าวได้ว่านวัตกรรมบ่อยครั้งมักมาจากวิสัยทัศน์ของคนที่เป็นผู้นำองค์การ ซึ่งจะช่วยอย่างมากในการสื่อสาร การดลใจและการสร้างจูงใจให้บุคลากรโดยเฉพาะทีมนวัตกรรมได้มีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ และการแปลงแนวคิดใหม่ๆ เหล่านั้น ไปสู่การเกิดนวัตกรรม โดยผู้นำที่มีประสิทธิผลในยุคของการพลิกผัน ผู้นำอาจจะเป็นทั้งผู้ที่ทำหน้าที่ออกแบบแนวคิดใหม่เพื่อสร้างนวัตกรรม หรือกระตุ้นให้ทีมได้มีการเสนอแนะแนวคิดใหม่เพื่อสร้างนวัตกรรม การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม และการช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการของการพัฒนานวัตกรรม
