มาตรา 65 ทวิ (บางส่วน)
หลักเกณฑ์ทางภาษี: ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก (6) (วงเล็บ 6 หมายถึง สินค้าคงเหลือให้ใช้ราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า หรือเรียกว่า LCM: Lower of Cost or Market Value) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติ และในกรณีที่มีการตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ห้ามมิให้นำราคาที่ตีราคาเพิ่มขึ้นมารวมคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ส่วนทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิ หรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเดิมที่ใช้อยู่ก่อนตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยให้หักเพียงเท่าที่ระยะเวลา และมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น
เมื่อราคาตลาดต่ำกว่า ผลต่างจะรวมอยู่ในต้นทุนขาย (ให้ถือเป็นรายจ่ายในรูปของต้นทุนขาย กล่าวคือ สินค้าคงเหลือปลายงวดเป็นยอดหักในการคำนวณต้นทุนขาย ดังนั้น ราคาสินค้าปลายงวดลดลง ต้นทุนขายจะเพิ่มขึ้น)
สินค้าต้นงวด XX
บวก ซื้อสินค้าสุทธิ XX
หัก สินค้าปลายงวด XX
ต้นทุนขาย XX
– การตีราคาทุน ใช้หลักเกณฑ์ทางบัญชี
– ไม่มีแนวทางที่อาจเลือกปฏิบัติ กล่าวคือ ให้ใช้ราคาทุน (Historical Cost: HC) เท่านั้น (เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน)
– สินทรัพย์ที่ตีเพิ่ม: ไม่สามารถนำมาคิดค่าเสื่อมราคาได้ ให้คิดค่าเสื่อมราคาราคาทุนเดิมเท่านั้นส่วนเกินทุน: ไม่ใช่รายได้ทางภาษี (บัญชีและภาษีตรงกัน)
หลักเกณฑ์ทางบัญชี: สินค้าคงเหลือตีราคาเมื่อสิ้นงวดด้วย ราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า เรียกว่า Lower of Cost of Net Realizable Value โดยที่ NRV = ราคาขาย – ค่าใช้จ่ายโดยประมาณที่จะทำให้ผลิตเสร็จและขายได้ ดังนั้น Market Value ไม่เท่ากับ NRV แน่นอน
– เมื่อราคาทุนต่ำกว่า
เดบิต ขาดทุนจากการตีราคา
เครดิต สินค้า
ขาดทุนเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี
– การตีราคาทุน อาจใช้ วิธี FIFO, Specific, Average
– กรณีตีราคาสินทรัพย์เพิ่ม (การตีราคาใหม่ เป็นแนวทางที่อาจเลือกปฏิบัติ)
เดบิต สินทรัพย์ (ที่ตีเพิ่ม)
เครดิต ส่วนเกินทุน
สินทรัพย์ที่ตีเพิ่ม: นำส่วนที่ตีเพิ่มไปคิดค่าเสื่อมราคาได้ตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ส่วนเกินทุน: ไม่ใช่รายได้ทางบัญชี
