หลักการจัดเก็บภาษีอากร โดยกำหนดผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องภาษีอากรหรือจากหลักเกณฑ์ใด โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ 3 หลักการดังนี้ 1) หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) 2) หลักถิ่นที่อยู่ (Residence Rule) 3) หลักสัญชาติ (Nationality Rule)
1. หลักแหล่งเงินได้
หลักแหล่งเงินได้มาจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้มีเงินได้พึงประเมินมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษี ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ” โดยสามารถแยกรายละเอียดของผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีอากรตามหลักแหล่งเงินได้ ดังนี้คือ
- เงินได้เกิดจากในประเทศไทย โดยเข้าข้อใดข้อหนึ่ง
1.1.1 เงินได้มาจากงานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย คือไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัญชาติใด นิติบุคคล
ที่จดทะเบียนในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งพักอาศัยหรือทำกิจการอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม หากมีเงินได้ที่เกิดจากการทำงานหรือทำกิจการในประเทศไทยก็ต้องภาษีตามเกณฑ์หลักแหล่งเงินได้
- เงินได้มาจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย คือ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัญชาติใด นิติบุคคล
ที่จดทะเบียนในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะพักในประเทศใด หากมีเงินได้ที่เกิดจากการจ้างของนายจ้างในประเทศไทยก็ต้องเสียภาษีตามหลักแหล่งเงินได้ หรืออาจเรียกว่าแหล่งที่เกิดเงินได้จากการจ้างงานของนายจ้างในประเทศไทย
เงินได้มาจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย คือไม่ว่าจะเป็นบุคคลสัญชาติใด นิติบุคคลที่จด
ทะเบียนในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะพักในประเทศใด หากมีเงินได้จากทรัพย์สินในประเทศไทยก็ต้องเสียภาษีตามแหล่งเงินเงินที่ได้มาจากทรัพย์สินในประเทศไทย
1.2 เงินได้ที่เกิดจากต่างประเทศ ได้แก่
1) เงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ
2) เงินได้ที่เกิดจากกิจการที่ทำในต่างประเทศ
3) เงินได้ที่เกิดจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ
เงินได้ที่ได้ทีเกิดจากต่างประเทศนั้นจะสามารถนำมาคิดเพื่อเสียภาษีให้ประเทศไทยได้นั้น จะต้องเข้าเกณฑ์ของหลักถิ่นที่อยู่ ซึ่งจะกล่าวในหัประเด็นถัดไป
2. หลักถิ่นที่อยู่
หลักถิ่นที่อยู่มีเนื้อหามาจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2494 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึง 180 วันในปีภาษีใดให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ใประเทศไทยจึงจะต้องเสียภาษี อีกทั้งมติของคณะกรรมการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายและอุทธรณ์หรือคำร้องกรมสรรพากร (ก.พ.อ) ครั้งที่ 2 ลงวันที่ 21 ก.พ. 2528 ระบุว่าผู้มีเงินได้ต้องนำเงินได้เข้ามาในปีภาษีเดียวกับที่ได้รับเงินได้เท่านั้น ซึ่งถ้าไม่ครบทั้งสองสิ่งจะไม่มีการเสียภาษีเกิดขึ้น
ดังนั้นจากข้อความข้างต้นสามารถนำมาสรุปได้ว่า ผู้ที่มีเงินได้จากต่างประเทศและนำมาเสียภาษีตามหลักถิ่นที่อยู่ ต้องมีความสัมพันธ์ครบทั้งสามข้อคือ
- เป็นผู้ที่มีเงินได้จากหน้าที่การงาน, จากกิจการ หรือจากทรัพย์สินที่มีในต่างประเทศ ตามข้อ 1.2 และ
- ในปีภาษีคือเดือนมกราคมถึงธันวาคม ของปีนั้นๆ ได้พักอาศัยในประเทศไทยรวมกันแล้ว 180 วันเป็นต้นไป และ
- นำเงินได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ เข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกันกับปีที่ได้รับเงินได้ เช่น นาย ก มีเงินได้จากต่างประเทศในปี พ.ศ. 2561 และนำเงินดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2561
หากมีความสัมพันธ์ไม่ครบทั้งสามข้อนี้ก็จะไม่มีการเสียภาษีตามหลักถิ่นที่อยู่เกิดขึ้น
การที่เงินได้เกิดขึ้นในประเทศแหล่งเงินได้ ประเทศที่เป็นแหล่งเงินได้ก็มีสิทธิที่จะเก็บภาษีก่อนประเทศที่เป็นหลักถิ่นที่อยู่ โดยประเทศที่เป็นแหล่งเงินได้อาจมีข้อตกลงเพื่อใช้ในการบรรเทาภาระภาษีซ้ำซ้อนระหว่างประเทศ อาทิเช่น อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement) เป็นสัญญาที่ว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลได้ทำหรือได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศซึ่งเป็นสนธิสัญญาทางภาษีแบบทวิภาคี มีคู่สัญญาสองฝ่ายคือประเทศไทยและประเทศคู่สัญญา โดยในประเทศไทยมีคู่สัญญาจำนวน 61 ประเทศ (ณ วันที่ 19 มีนาคม 2561) เช่น สหรัฐอเมริกา สวีเดน สิงค์โปร์ ญี่ปุ่น เป็นต้น
3. หลักสัญชาติ
โดยส่วนมากแต่ละประเทศจะใช้หลักถิ่นที่อยู่ในการพิจารณาการจัดเก็บภาษี แต่ในบางประเทศ อาทิเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศฟิลิปินส์ และประเทศเกาหลีเหนือ เป็นต้น จะใช้หลักสัญชาติในการพิจารณาการจัดเก็บภาษี โดยมีแนวคิดที่ว่าบุคคลถือสัญชาติของประเทศใด ประเทศนั้นมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลนั้น ไม่ว่าจะพักอยู่ในประเทศนั้นหรือไม่ก็ตาม (ชัยสิทธิ และดุลยลักษณ์, 2560)
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจัดเก็บภาษีเงินได้ตามหลักแหล่งเงินได้และหลักถิ่นที่อยู่ กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับผลตอบแทนจากงานหรือจากนายจ้างหรือจากทรัพย์สินในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากรถือว่าต้องจ่ายภาษีตามแหล่งเงินได้ให้กับประเทศไทย และการมีเงินได้ในไทยก็เสียภาษีให้กับรัฐบาลไทยตามหลักแหล่งที่อยู่ แต่หากมีเงินได้จากต่างประเทศจะต้องเสียภาษีตามหลักถิ่นที่อยู่ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นเข้ามาอยู่ในประเทศไทยรวมกันได้ 180 วันในปีภาษี และนำเงินได้เข้ามาในปีภาษีเดียวกับปีที่เกิดเงินได้
