พัฒนาการของกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

  • Post author:

พัฒนาการของกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนซึ่งเป็นกฎหมายหลักของการวางระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐของไทย สามารถอธิบายได้ผ่านกฎหมายว่าระเบียบข้าราชการพลเรือนซึ่งประกาศใช้บังคับมาแล้วในฉบับต่างๆ  ซึ่งแต่ละฉบับมีสาระสำคัญที่ควรทำความรู้จักดังนี้ (ธนวัฒน์ โลหะเวช, 2556: น. 5 – 10)

1. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2471 กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นฉบับแรกที่ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน  ตราขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2472 ซึ่งมีคำปรารภที่น่าสนใจดังนี้ “โดยที่มีพระราชประสงค์จะทรงวางระเบียบข้าราชการพลเรือนให้เป็นไปในทางเลือกสรรผู้มีความรู้และความสามารถเข้ารับราชการเป็นอาชีพ ไม่มีกังวลด้วยการแสวงผลประโยชน์ในทางอื่น ส่วนฝ่ายข้างราชการก็ให้ได้ประโยชน์ยิ่งขึ้น เนื่องจากความสะพรั่งพร้อมด้วยข้าราชการซึ่งมีความสามารถและรอบรู้ในวิธีและอุบายของทางราชการ กับทั้งหน้าที่และวินัยอันตนพึงรักษาเป็นนิตยกาล” สำหรับสาระสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ มีดังนี้

          1) ให้มีข้าราชการพลเรือน 3 ประเภท คือ (1) ข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งต้องผ่านการสอบแข่งขันหรือคัดเลือกเข้ารับราชการ (2) ข้าราชการพลเรือนวิสามัญ คือ ผู้ที่รัฐบาลจ้างจากผู้มีความรู้พิเศษเพื่อทำงานเฉพาะอย่างหรือชั่วเวลาจำกัด รวมทั้งข้าราชการฝ่ายรัฐพาณิชย์ และ (3) เสมียนพนักงาน ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นต่ำที่กรม กระทรวง จ้าง โดยรับเงินเดือนตามอัตราที่ตกลงกับกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ

          2) ให้มีการเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการ ให้ได้ผู้มีความรู้ ความสามารถ โดยให้ใช้วิธีสอบแข่งขันหรือคัดเลือก

          3) ให้การรับราชการเป็นอาชีพ โดยการให้เงินเดือนเป็นค่าตอบแทน ให้เพียงพอไม่ต้องกังวลที่จะต้องหาผลประโยชน์ในทางอื่น

          4) ให้ข้าราชการรักษาวินัย โดยกำหนดบทวินัยและบทลงโทษฐานผิดวินัยไว้ 4 สถาน คือ ไล่ออก ลดตำแหน่งหรือลดชั้น ตัดเงินเดือน ตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษร

          5) ให้ทางราชการได้ประโยชน์ยิ่งขึ้นจากการที่ข้าราชการมีความรู้ ความสามารถและมีวินัย

          6) ให้การบริหารงานบุคคลมีมาตรฐาน โดยให้มีคณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ก.ร.พ.) ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง 3 คน คือ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ กับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน ซึ่งทรงเลือกตั้งขึ้น ทำหน้าที่กำหนดหลักสูตรจัดการสอบแข่งขัน ออกกฎข้อบังคับและรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินั้น

          7) ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญมียศเป็น ราชบุรุษ รองอำมาตย์ อำมาตย์ มหาอำมาตย์

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2471 ไม่มีการกำหนดตำแหน่งข้าราชการไว้

2. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2476 กฎหมายฉบับนี้ ตราขึ้นโดยคณะราษฎรซึ่งเป็นรัฐบาลหลังจากทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้มีการวางกฎหมายระเบียบข้าราชการในสมัยนั้นใหม่  โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มีดังนี้

          1) ให้มีข้าราชการพลเรือน 5 ประเภท คือ (1) ข้าราชการพลเรือนการเมือง ได้แก่ ผู้ซึ่งรับราชการในตำแหน่งการเมือง (2) ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้แก่ ผู้ซึ่งรับราชการในตำแหน่งประจำ (3) ข้าราชการพลเรือนรัฐพาณิชย์ ได้แก่ ผู้ซึ่งรับราชการในตำแหน่งการรัฐพาณิชย์ (4) ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ได้แก่ ผู้ซึ่งรับราชการในตำแหน่งราชการในพระองค์พระมหากษัตริย์ และ (5) ข้าราชการพลเรือนวิสามัญ ได้แก่ ผู้ซึ่งรัฐบาลจ้างรับราชการ

          2) เลิกยศข้าราชการพลเรือน เพื่อความเสมอภาคในสังคม ตามหลักประการหนึ่งใน 6 ประการของคณะราษฎร ที่อ้างในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนระบบโครงสร้างของข้าราชการจากระบบจำแนก
ชั้นยศ (Rank Classification) เป็นระบบจำแนกตำแหน่ง (Position Classification) ให้ข้าราชการรับเงินเดือนตามตำแหน่งโดยคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับแต่ละตำแหน่งไว้ในพระราชกฤษฎีกา

          3) ให้มีมาตรฐานในการบริหารงานบุคคล โดยให้มีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ไม่น้อยกว่า 4 คน ไม่เกิน 7 คน เป็นองค์กรออกกฎ ระเบียบ พิจารณาอนุมัติการบริหารงานบุคคลในบางกรณี ปฏิบัติการบริหารงานบุคคลในบางกรณีและกำกับดูแลให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ดำเนินการบริหารงานบุคคลให้ถูกต้อง

          4) กำหนดตำแหน่งหลักในการบริหารไว้ 6 ตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวง อธิบดี หัวหน้ากอง หัวหน้าแผนกประจำแผนก และเสมียนพนักงาน ส่วนตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น จะมีข้อบังคับ ก.พ. กำหนดเทียบกับตำแหน่งหลักดังกล่าว

          5) ให้ ก.พ. กำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ ขั้นสูงของตำแหน่งในกระทรวงต่าง  ๆ

          6) ให้มีอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ อ.ก.พ. ในระดับต่าง ๆ เช่น อ.ก.พ.กระทรวง ทำหน้าที่ช่วย ก.พ. ให้มี อ.ก.พ.กรม ทำหน้าที่ช่วย อ.ก.พ.กระทรวงและให้มี อ.ก.พ.จังหวัด ทำหน้าที่ช่วย อ.ก.พ.กระทรวง และ อ.ก.พ.กรม

          7) ไม่มีโทษลดตำแหน่ง เปลี่ยนเป็น ลดขั้นเงินเดือน การลงโทษไล่ออก ต้องให้ ก.พ. พิจารณาอนุมัติ

          8) ให้มีกระบวนการอุทธรณ์การถูกลงโทษ

          ทั้งนี้ กระบวนการบริหารงานบุคคลเรื่องอื่น  ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในหลักสำคัญเพียงแต่กำหนดวิธีการเพิ่มรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น

3. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2479 กฎหมายฉบับนี้ มีเหตุผลสำคัญในการตราเพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคลโดยเปลี่ยนระบบโครงสร้างข้าราชการพลเรือน จากระบบจำแนกตำแหน่ง (Position Classification) เป็นระบบจำแนกชั้นยศ (Rank Classification) เนื่องจากระบบจำแนกตำแหน่งมีปัญหาขัดข้อง ในการแต่งตั้งหมุนเวียนข้าราชการเพราะการกำหนดอัตราเงินเดือน ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2476 เป็นการกำหนดอัตราขั้นต่ำและขั้นสูงของตำแหน่งต่าง  ๆ ตามคุณภาพและปริมาณงาน โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เช่น กำหนดอัตราเงินเดือนของนายอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ไว้ในอัตรา 200 – 240 บาท กำหนดอัตราเงินเดือนของนายอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดเดียวกันไว้ในอัตรา 160-200 บาท เมื่ออำเภอกบินทร์บุรีมีปัญหาโจรผู้ร้ายที่จะต้องใช้นายอำเภอที่มีอาวุโส จะย้ายนายอำเภอเมือง ไปเป็นนายอำเภอกบินทร์บุรี ก็ไม่อาจทำได้ เพราะอัตราเงินเดือนต่างกัน จะถูกลดเงินเดือน ครั้นจะปรับอัตราเงินเดือนของนายอำเภอกบินทร์บุรีให้สูงขึ้นเท่านายอำเภอเมืองก็ทำได้ยาก เพราะจะต้องแก้พระราชกฤษฎีกา ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กฎหมายฉบับนี้จึงเปลี่ยนโครงสร้างข้าราชการจากระบบจำแนกตำแหน่ง (Position Classification) เป็นระบบจำแนกชั้นยศ (Rank Classification) โดยให้อัตราเงินเดือนอยู่ประจำตัวคน ไม่ใช่อยู่ประจำตำแหน่งอย่างระบบจำแนกตำแหน่ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ข้าราชการรับเงินเดือนตามชั้นของตัวคน ไม่ใช่รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่คนครอง

          สำหรับชั้นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายฉบับนี้ มี 5 ชั้น คือ ชั้นจัตวา ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก และชั้นพิเศษ แต่ละชั้นยังแบ่งเป็นอันดับ เพื่อการเลื่อนเงินเดือนและเลื่อนฐานะอีก เช่น ชั้นจัตวามี 12 อันดับ ชั้นตรีมี 5 อันดับ ชั้นโทมี 7 อันดับ ชั้นเอกมี 7 อันดับ ชั้นพิเศษมี 6 อันดับ

          สำหรับประเภทข้าราชการพลเรือนมีเพิ่มขึ้นอีกประเภทหนึ่ง คือ ข้าราชการพลเรือนฝ่าย
สภาผู้แทนราษฎร

          ส่วนตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ยังมีกำหนดตำแหน่งหลักไว้ 6 ตำแหน่งเหมือน กฎหมายฉบับ พ.ศ. 2476 สำหรับตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น จะมีกฎ ก.พ. เทียบกับตำแหน่งหลักดังกล่าว

          สำหรับโทษฐานผิดวินัย มีโทษปลดออกและภาคทัณฑ์เพิ่มขึ้น ไม่มีการลดขั้นเงินเดือน

          ก.พ. มีหน้าที่เพิ่มขึ้นประการหนึ่ง คือ กำหนดจำนวนแห่งอัตราเงินเดือนในแต่ละกรม

          หมายเหตุ กระบวนการบริหารงานบุคคลในเรื่องอื่น  ๆ ไม่ได้เปลี่ยนหลักสำคัญไปจาก พ.ร.บ. ฉบับ พ.ศ. 2476 คงเปลี่ยนแปลงแต่วิธีการ ซึ่งกำหนดให้ละเอียด และให้มีความชัดเจนขึ้น กับเปลี่ยนคำว่า “อุทธรณ์” เป็น “ร้องทุกข์” แต่คงใช้ในการคัดค้านคำสั่งลงโทษตามเดิม ส่วนการกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ ขั้นสูงของตำแหน่งในกระทรวงต่าง  ๆ ไม่มีแล้ว เพราะข้าราชการพลเรือนรับเงินเดือนตามชั้นประจำตัวบุคคล ไม่ใช่รับตามตำแหน่งดังแต่ก่อน แต่มีการกำหนดจำนวนแห่งอัตราเงินเดือนในแต่ละกรมแทน

4. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2482 กฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญในการให้อำนาจ อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม และ อ.ก.พ.จังหวัด เพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมมีหน้าที่เพียงช่วย ก.พ. ตามที่ ก.พ. มอบหมาย แต่ตามกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจ อ.ก.พ.ดังกล่าวปฏิบัติการบริหารงานบุคคลในบางกรณีได้ โดยกระจายอำนาจไปจาก ก.พ. ไม่ต้องให้ ก.พ. มอบหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงานบุคคล มีความคล่องตัวและสะดวกรวดเร็วขึ้น

5. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2485 กฎหมายฉบับนี้ มีการยกเลิกข้าราชการพลเรือนฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรและต่อมาได้มีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2491 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพุทธศักราช พ.ศ. 2485 ยกฐานะครูประชาบาลและสารวัตรศึกษา ขึ้นเป็นข้าราชการพลเรือน โดยถ้ามีวุฒิตามที่กำหนด ก็ให้เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ถ้าไม่มีวุฒิตามที่กำหนด ให้เป็นข้าราชการพลเรือนวิสามัญ ด้วย

6. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2495 กฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากฉบับก่อนหน้ามีดังนี้

          1) การตั้งกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี

          2) เพิ่มประเภทข้าราชการพลเรือนอีก 2 ประเภท คือ ข้าราชการตำรวจและข้าราชการครู

          3) เพิ่มสถานโทษให้ออก อีกสถานหนึ่ง การลงโทษไล่ออก ปลดออก ให้ออก ให้ อ.ก.พ.กระทรวง พิจารณาอนุมัติ ไม่ต้องให้ ก.พ. พิจารณาอนุมัติดังแต่ก่อน

          4) ก.พ. ไม่มีหน้าที่ในการกำหนดจำนวนแห่งอัตราเงินเดือนในกระทรวงต่าง ๆ ดังแต่ก่อน แต่ให้มีอำนาจในการกำหนดว่า ตำแหน่งใด ควรจะได้รับเงินเดือนในชั้นใด อันดับใด เว้นแต่ตำแหน่งที่แต่งตั้งจากข้าราชการชั้นพิเศษ ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด

          5) เปลี่ยนคำว่า “ร้องทุกข์” เป็น “อุทธรณ์” โดยใช้ในกรณีที่ถูกลงโทษทางวินัยเช่นเดียวกับที่เคยใช้ใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2476

          ข้อสังเกต พระราชบัญญัติฉบับนี้ ลดอำนาจ ก.พ. ลงไปหลายอย่าง คงให้ทำหน้าที่หลักเป็นผู้ออกกฎ ระเบียบและหลักเกณฑ์วิธีการเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการปฏิบัติการบริหารงานบุคคลให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ
อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.จังหวัดและเจ้ากระทรวงเป็นส่วนใหญ่

7. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2497 กฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากฉบับก่อนหน้านี้ มีดังนี้

1) เพิ่มข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษอีกประเภทหนึ่ง

2) ให้มี อ.ก.พ.ภาคเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ตั้งภาคขึ้น

3) การทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ต้องทำตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี

4) การลงโทษไล่ออก ปลดออก และให้ออก ให้เสนอ อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม อ.ก.พ.ภาค หรือ อ.ก.พ.จังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณา

5) ให้ผู้ถูกลงโทษทางวินัย มีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปพิจารณาได้ ในกรณีที่ถูกไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออก ถ้าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของผู้ว่าราชการภาค ให้อุทธรณ์ต่อปลัดกระทรวง และให้ อ.ก.พ.กระทรวงพิจารณา เป็นยุติ ส่วนกรณีอื่นให้อุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีและให้ ก.พ. พิจารณา เสนอนายกรัฐมนตรีสั่งการ

6) เพิ่มอำนาจ ก.พ. ให้ควบคุมดูแล ให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รายงานนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่กระทรวง ทบวง กรม ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือปฏิบัติการโดยไม่เหมาะสมเพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้สั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

8. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2518 กฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากฉบับก่อนหน้านี้มีดังนี้

1) ให้กรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นข้าราชการพลเรือน ซึ่งรับราชการประจำอยู่ไม่น้อยกว่า 3 คน

2) นำระบบจำแนกตำแหน่ง (Position Classification) มาใช้แทนระบบจำแนกชั้นยศ (Rank Classification)

3) เพิ่มอำนาจหน้าที่ของ ก.พ. ให้เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการบริหารงานบุคคล และการจัดระบบราชการพลเรือน

4) ให้สำนักงาน ก.พ. มีหน้าที่วิเคราะห์ วิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลกับประสานงานและดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาข้าราชการพลเรือน

5) ไม่มี อ.ก.พ.ภาค เพราะยกเลิกภาคไปแล้ว

6) ไม่มีข้าราชการพลเรือนวิสามัญ

7) การลงโทษไล่ออก ปลดออก ให้ออก ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งลงโทษได้โดยไม่ต้องเสนอ อ.ก.พ.ใดพิจารณา ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชา รับผิดชอบในการรักษาวินัยข้าราชการและให้การพิจารณาลงโทษข้าราชการมีความฉับพลัน โดยให้ไปแสวงหาความยุติธรรมในชั้นอุทธรณ์

8) ให้มีกระบวนการร้องทุกข์อีกกระบวนการหนึ่ง ซึ่งใช้ในกรณีที่ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ สำหรับการอุทธรณ์ใช้ในกรณีที่ถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ

ข้อสังเกต ตามกฎหมายฉบับนี้คณะกรรมการ ก.พ. มีบทบาทเป็นผู้นำในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ และมีหน้าที่ในการจัดแบ่งส่วนราชการด้วย โดยอาศัยอำนาจในฐานะเป็นผู้เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีในเรื่องการจัดระบบราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

9. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2535 กฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากฉบับก่อนหน้านี้มีดังนี้

1) ปรับปรุงองค์ประกอบ ก.พ. และ อ.ก.พ. ให้มีผู้แทนข้าราชการพลเรือน เป็นกรรมการ ก.พ. และ

อ.ก.พ.บางคณะด้วย

2) เพิ่มบทบาทของ ก.พ. ให้เน้นหนักไปทางวิชาการและเป็นผู้นำในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

3) ปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่ง ให้มีการแบ่งประเภทตำแหน่ง เพื่อประโยชน์ในการเลื่อนตำแหน่งและให้เงินประจำตำแหน่ง

4) ปรับปรุงระบบการรักษาวินัยให้ครบวงจร จากเดิม ซึ่งมีแต่ในทางควบคุม เพิ่มในทางเสริมสร้างและพัฒนากับในทางป้องกันด้วยกับยกเลิกโทษให้ออก

5) ประเภทข้าราชการพลเรือนมีเพียง 3 ประเภท คือ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ และข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษ นอกนั้น ได้มีกฎหมายแยกไปบริหารงานบุคคลเป็นเอกเทศหลังใช้บังคับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 ส่วนข้าราชการพลเรือนรัฐพาณิชย์ ได้เปลี่ยนฐานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจหมดแล้ว

6) การอุทธรณ์ ให้ใช้เฉพาะกรณีที่ถูกสั่งลงโทษ ส่วนการถูกสั่งให้ออกจากราชการและกรณีร้องว่า ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติต่อตนไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ใช้วิธีการร้องทุกข์กับให้ร้องทุกข์ในกรณีคับข้องใจได้ด้วยทั้งนี้ อำนาจหน้าที่ของ ก.พ. ในการเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการจัดระบบราชการพลเรือน ซึ่งมีงานเกี่ยวกับการจัดแบ่งส่วนราชการอยู่ด้วยนั้น ได้ตัดโอนไปให้ ก.พ.ร. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่น (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545

นอกจากนี้ มีฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ทั้งเป็นพระราชบัญญัติ และเป็นประกาศคณะปฏิวัติอีกหลายฉบับ ในจำนวนฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้มีที่สำคัญที่ควรกล่าวถึงอยู่ฉบับหนึ่ง คือ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2512 ซึ่งเปิดโอกาสให้นำระบบจำแนกตำแหน่งมาใช้ในราชการพลเรือนได้ โดยตราเป็น
พระราชกฤษฎีกาให้ ก.พ. กำหนดวิธีการบริหารงานบุคคลเป็นอย่างอื่นได้สำหรับส่วนราชการที่มีเหตุพิเศษ

10. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 125 ตอนที่ 22 ก เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2551 เป็นต้นมา ซึ่งเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทแนวทางและวิธีการปฏิบัติราชการ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสามารถเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของประเทศโดยได้กำหนดบทบาทภารกิจของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 พ.ศ. 2545) และให้การบริหารทรัพยากรบุคคลในราชการสอดคล้องกับแนวทางการบริหารราชการแนวใหม่อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

ธนวัฒน์ โลหะเวช. (2556). หน่วยที่ 10 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ ใน

เอกสารการสอนชุดวิชา 32304 การจัดการทรัพยากรมนุษย์. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.