ปัญหารายได้ของท้องถิ่นไทย
ในภาพรวมโครงสร้างรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยมีการพึ่งพิงรัฐบาลกลางในการจัดเก็บและการจัดสรรเงินในระดับที่สูง แม้จะมีประเภทภาษีชนิดต่างๆแต่ก็ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพียงพอ จากการวิเคราะห์พบลักษณะที่ก่อให้เกิดปัญหารายได้ของท้องถิ่นไทย ดังนี้
1. ข้อจำกัดในการดำเนินงานและอำนาจทางภาษีอากร
ที่ผ่านมานโยบายการกระจายอำนาจทางการคลังจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ปีพ.ศ.2542 มีความชัดเจน แต่ในส่วนของการนำไปปฏิบัติยังคงอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เช่นเดียวกับ การดำเนินการภายหลังจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 ที่การบริหารราชการและการใช้กลไกของรัฐในทางปฏิบัติในการกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่ท้องถิ่นยังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนโยบายการกระจายอำนาจในอดีต กล่าวคือมีการดำเนินการและระบบการจัดการที่ส่วนกลางและให้อำนาจกับกระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการการกระจายอำนาจเป็นหลัก โดยมีหน่วยงานที่ทำการตัดสินใจหลัก 4 หน่วยงานได้แก่ 1) สำนักงบประมาณ 2) กระทรวงการคลัง 3) สศช. และ 4) ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ไม่มีการออกกฎหมายรายได้ท้องถิ่นที่จะเอื้อต่อการกระจายอำนาจทางการคลังท้องถิ่น (ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามยังคงประสบปัญหาจากข้อยกเว้นทางกฎหมายต่างๆทั้งในภาะปกติและในช่วงเกิดวิกฤตการณ์โรคระบาด โควิด-19 รวมถึงความพยายามในการหลีกเลี่ยงภาษีของประชาชน) นอกจากนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีข้อจำกัดในการดำเนินงานและอำนาจทางภาษีอากร และไม่มีกฎหมายที่ให้อำนาจแก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดเก็บรายได้อีกหลายประเภทที่มีฐานจากเศรษฐกิจชุมชนในท้องถิ่น
2. โครงสร้างรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยพึ่งพาส่วนกลางเป็นหลัก โดยมีรายรับมาจากแหล่งรายได้ที่สำคัญ 4 ประเภทคือ จากรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง จากภาษีที่รัฐจัดเก็บให้หรือแบ่งแห่ง เงินอุดหนุนจากรัฐบาล และรายรับจากการกู้ยืม อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายได้รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพบว่า หากไม่รวมเงินอุดหนุน เมื่อนำรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปรียบเทียบกับรายได้สุทธิของรัฐบาล จะมีสัดส่วนที่น้อยมาก ตัวอย่าง ในปี 2566 พบว่า รายได้สุทธิรัฐบาลคือ 2,490,000 ล้านบาท รายได้รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ 742,189 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.81 แต่เมื่อพิจารณาจากรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองแล้ว พบว่ามีสัดส่วนที่ต่ำมากกล่าวคือ จัดเก็บได้ 77,128 ล้านบาท คิดเป็นเพียงร้อยละ 10.39 ของรายได้ท้องถิ่นทั้งหมด
3. การพึ่งพาตนเองทางการคลังด้านรายได้ของท้องถิ่นอยู่ในระดับที่ไม่สูง
การพึ่งพาตนเองทางการคลังอยู่ในระดับที่ไม่สูง โดยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับที่ต่ำ ซึ่งพิจารณาได้จากรายได้ที่จัดเก็บเองของท้องถิ่น และความสามารถในการจัดเก็บและกำหนดอัตราภาษีในแต่ละประเภท ยังขึ้นอยู่กับการบริหารราชการส่วนกลางและการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และคณะกรรมการการกระจายอำนาจเป็นหลัก ตัวอย่าง ในปี 2566 ในด้านการจัดเก็บจัดสามารถเก็บรายได้เองเพียง ร้อยละ 10.39 และมาจากรัฐบาลจัดเก็บและจัดสรรให้ ร้อยละ 89.61 กล่าวคือ มาจากภาษีอากรที่รัฐจัดเก็บให้และแบ่งให้รวมร้อยละ 47.54 และมาจากเงินอุดหนุน ร้อยละ 42.07 ซึ่งส่งผลต่อการขาดอิสระทางการคลังของท้องถิ่นทางด้านรายได้และการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะที่ต้องการความอิสระทางการคลังด้านรายจ่าย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงานของท้องถิ่นของตน ทั้งนี้เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยยังคงต้องพึ่งพิงทรัพยากรและแหล่งรายได้จากการบริหารราชการส่วนกลางเป็นหลัก
4. ภาษีท้องถิ่นจัดเก็บเองมีลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอ และมีลักษณะล้าสมัยและไม่ได้รับการปรับปรุงมาเป็นระยะเวลายาวนาน มีอัตราและฐานภาษีที่ไม่เหมาะสม ภาษีในกลุ่มนี้ ได้แก่ อากรฆ่าสัตว์ ภาษีบำรง อบจ. ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน (สำหรับภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือน ต่อมาได้ทำการปรับปรุงมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี 2562 และเริ่มจัดเก็บในปี 2563 อย่างไรก็ตามได้เกิดปัญหาในการจัดเก็บระยะแรก เนื่องจากในช่วงแรกกฎหมายยังขาดความชัดเจน ท้องถิ่นขาดความเข้าใจในหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ ประกอบกับในเวลาต่อมาได้มีการออกกฎหมายมาลดหย่อนภาษีชนิดนี้บ่อยครั้ง จึงทำให้ไม่สามารถอำนวยรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างเพียงพอ) โดยภาพรวมภาษีในกลุ่มนี้มีการลดหย่อนและการกำหนดอัตราที่ต่ำ ทำให้เกิดผลเสียทั้งในแง่ของความเป็นธรรมและไม่ก่อให้เกิดรายได้ นอกจากนี้ภาษีท้องถิ่นเหล่านี้ที่รัฐบาลให้ท้องถิ่นจัดเก็บเอง ในทางปฏิบัติแม้ท้องถิ่นจะพยายามจัดเก็บในอัตราที่เต็มกำลังก็ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ชนิดและประเภทภาษีเหล่านี้ตามอัตราและฐานการจัดเก็บเดิมไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพียงพอแก่ท้องถิ่น ดังนั้นท้องถิ่นควรมีอำนาจในการกำหนดประเภทรายได้ของตนเอง ฐานภาษีและอัตราภาษี เพื่อสร้างรายได้แก่ท้องถิ่นให้เพียงพอต่อรายจ่ายและการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่นซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นพึ่งพาตนเองทางการคลังได้
5. รายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากรยังขาดการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยประเภทนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและสามารถที่จะพัฒนารายได้ให้กับท้องถิ่นเพิ่มขึ้นได้อีกมาก ยกตัวอย่างการจัดเก็บในปี 2564 โครงสร้างรายได้ในหมวดนี้ ประกอบไปด้วย ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าปรับ ค่าเช่าทรัพย์สิน ค่าสาธารณูปโภคและการพาณิชย์ และรายได้เบ็ดเตล็ด โดยภาพรวมมีแนวโน้มลดลง อาทิ รายได้จากทรัพย์สินลดลง 2,000.13 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงร้อยละ25.78 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว รายได้เบ็ดเตล็ดลดลงคิดเป็นร้อยละ 26.94 และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าปรับลดลงคิดเป็นร้อยละ 6.22
6. ข้อจำกัดอำนาจทางภาษีอากรของรายได้ในกลุ่มภาษีที่รัฐจัดสรรและแบ่งให้
รายได้จากภาษีที่รัฐจัดสรรและแบ่งให้จัดเป็นรายได้หลักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำให้มีรายได้เพียงพอต่อการบริหารงานของท้องถิ่น แต่มีข้อข้อจำกัดในแง่การดำเนินการและอำนาจทางภาษีอากร และไม่กระตุ้นให้ผู้บริหารท้องถิ่นพัฒนาการจัดเก็บเพราะเป็นรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บแทนท้องถิ่น โดยรายได้จากในกลุ่มภาษีที่รัฐจัดสรรและแบ่งให้นี้สูงถึงร้อยละ 47-48 ในช่วงปี พ.ศ.2563-2566 ที่สำคัญทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยในฐานะเจ้าของเงินงบประมาณ ไม่สามารถทราบเงินงบประมาณของตนที่แน่ชัดในแต่ละปี และมีลักษณะรอคอยจำนวนเงินตามที่ส่วนกลางแจ้งจำนวนมาเท่านั้น
บรรณานุกรม
สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (2563).ร่างแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2563-2565 และ (ร่าง) แผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2563-2565. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (2556) ข้อมูลการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2552-2556
สำนักนโยบายการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง. (2566). รายงานสถานการณ์ด้านการคลัง ปีงบประมาณ 2566 ฉบับที่ 4 มกราคม 2566. สำนักนโยบายการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง.
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สำนักงบประมาณของรัฐสภา. (2565).ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนารายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สำนักการพิมพ์.
