ในการบริหารและการพัฒนาองค์การต่างๆ นั้นล้วนอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพหรือปัจจัยแวดล้อม โดยปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญที่มีอิทธิพลหรือส่งผลต่อการบริหารและการพัฒนาองค์การต่างๆ ซึ่งรวมถึงระบบบริหารราชการไทยด้วยก็คือ กระแสโลกาภิวัตน์ ปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เมื่อปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปการบริหารการพัฒนาราชการไทยก็ย่อมได้รับผลกระทบและเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้นการพัฒนาการบริหารราชการไทยจะมีแนวโน้มหรือทิศทางอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับระดับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ดังกล่าว โดยผลของปัจจัยต่างๆ สามารถพิจารณาได้เป็นข้อๆ ดังนี้
1. กระแสโลกาภิวัตน์ ความสัมพันธ์กันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันของโลก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งหรือในอีกซีกโลกหนึ่งได้ส่งผลกระทบกับประเทศอื่นและส่วนอื่นๆ ของโลก จนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นกระแสโลกได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการบริหารราชการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากกระแสการพัฒนาการบริหารราชการหรือการปฏิรูประบบราชการตามแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management : NPM) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีความเชื่อพื้นฐานว่าการบริหารเป็นสากลไม่มีความแตกต่างระหว่างภาคธุรกิจและรัฐกิจ ในการบริหารภาครัฐต้องเรียนรู้และนำเทคนิควิธีการบริหารที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จในภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้ในภาครัฐ ภาครัฐต้องเล็กลงและมีบทบาทจำกัด การบริหารงานต้องมุ่งผลผลิต ผลลัพธ์และผลสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นปัจจัยนำออกมากกว่าการคำนึงถึงปัจจัยนำเข้า แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่นี้ได้ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาการบริหารราชการในหลากหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฯลฯ การพัฒนาการบริหารราชการตามแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ได้ถูกส่งผ่านไปเพื่อใช้เป็นแนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาการบริหารราชการในประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย การเผยแพร่และแผ่กระจายไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ตลอดจนได้รับการยอมรับในการนำไปใช้เพื่อการพัฒนาการบริหารราชการของประเทศต่างๆ ส่งผลให้แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นแนวคิดกระแสหลักในการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา แม้ว่าจะมีการนำเสนอถึงแนวคิดกระแสรองอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่แนวคิดอื่นก็ได้รับการยอมรับและมีการนำไปปฏิบัติอย่างจำกัด ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดกระแสหลักอย่างการจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่มีการยอมรับและมีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้แล้วในทัศนะของนักวิชาการยังมีมุมมองต่อกระแสโลกาภิวัตน์ที่อาจแตกต่างกันออกไป โดยจำแนกเป็นมุมมองที่แตกต่างกันใน 2 ประเด็น (Jamil Jreisat 2012 : 16-18) คือ โลกาภิวัตน์บนฐานเศรษฐกิจ กับโลกาภิวัตน์บนฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยในประเด็นแรกโลกาภิวัตน์บนฐานเศรษฐกิจนั้นอยู่บนฐานแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (capitalism) หรือเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ซึ่งเป็นแนวนโยบายเศรษฐกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศทั้งธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่สนับสนุนนโยบายการแปรสภาพกิจกรรมของรัฐเป็นกิจกรรมของเอกชน (Privatization) การลดกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ ทบทวนระบบสวัสดิการ ลดค่าใช้จ่ายในภาครัฐในการผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ ส่งเสริมการจ้างเหมาบริการจากภายนอก (outsourcing) ตลอดจนเพิ่มบทบาทเอกชนในการผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ ขณะที่ประเด็นที่สองโลกาภิวัตน์บนฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ เห็นว่าการเกิดขึ้นและผลสำเร็จของโลกาภิวัตน์ขึ้นอยู่กับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (information and communication technology) เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทุกสิ่งทั้งในการบริหารจัดการองค์การ การลดระยะเวลา การเพิ่มผลผลิต การทำให้เกิดเสรีภาพที่ข้ามขอบเขตทางการเมืองและวัฒนธรรม การติดต่อสื่อสารและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น การใช้อินเทอร์เน็ต อีเมล์ เว็บเพจ โทรสารและเครื่องพิมพ์ การประชุมทางไกลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ความก้าวหน้าและความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคคลส่งผลให้การค้า การพาณิชย์ ตลอดจนความรู้ต่างๆ เผยแพร่และกระจายไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
กระแสโลกาภิวัตน์ยังมีอิทธิพลครอบคลุมปัจจัยอื่นๆ ทำให้เกิดความเชื่อมโยงกันในปัจจัยอื่นๆ ขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เช่น กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้อุดมการณ์ทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแผ่ขยายไปทั่วโลก กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้แนวคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นแนวคิดหรือประเด็นหนึ่งในการพัฒนาทำให้องค์การและประเทศต่างๆ เห็นถึงความสำคัญการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ความเป็นโลกาภิวัตน์ทำให้ความเชื่อ ความคิด และพฤติกรรมของบุคคลเปลี่ยนแปลงไปเพราะบุคคลมีโอกาสเข้าถึงความรู้ที่หลากหลายผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ความเป็นโลกาภิวัตน์ที่ทำให้เกิดความเชื่อมโยง เกิดความสัมพันธ์ และเกิดผลกระทบต่างๆ ไปทั่วโลกดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่อาศัยเครื่องมือสำคัญซึ่งก็คือความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและโทรคมนาคม
2. ปัจจัยทางการเมือง การบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการไทยไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้สุญญากาศทางการเมือง ฝ่ายการเมืองถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการไทย การเมืองโลกและการเมืองไทยต่างก็มีอิทธิพลต่อการบริหารการพัฒนาระบบราชการไทย แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยการเมืองภายในประเทศย่อมมีระดับที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาการบริหารราชการไทยได้มากกว่าปัจจัยการเมืองภายนอกประเทศ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลในแต่ละยุคสมัยจึงมีผลต่อการพัฒนาการบริหารราชการไทยเป็นอย่างยิ่ง ทิศทางหรือแนวโน้มของการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการจะเป็นไปอย่างไรจึงต้องสอดคล้องกับนโยบายของฝ่ายการเมืองที่ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลในช่วงเวลานั้นๆ เป็นสำคัญ หากการเมืองมีเสถียรภาพ โอกาสที่การบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการจะเป็นอย่างต่อเนื่องก็ย่อมมีมาก แต่หากการเมืองขาดเสถียรภาพมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้งย่อมทำให้นโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรวมถึงนโยบายและแนวทางในการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการสะดุดหยุดลงด้วย
3. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ภาวะทางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการไทย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศล้วนมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองมีการค้าการทุนต่างๆ ภายในประเทศในอัตราสูง อัตราการว่างงานต่ำ ธุรกิจห้างร้านและประชาชนมีเงินในการจับจ่ายใช้สอยจนเกิดการไหลเวียนของเงินตราและเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว หน่วยงานจัดเก็บภาษีต่างๆ สามารถจัดเก็บภาษีให้แก่รัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแล้ว โอกาสที่ภาครัฐหรือส่วนราชการต่างๆ จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลในช่วงเวลานั้นๆ ตามที่ได้ร้องขอหรือประมาณการไว้ก็ย่อมเป็นได้มาก ซึ่งงบประมาณถือเป็นทรัพยากรที่จำเป็นในการใช้เพื่อการบริหารและพัฒนาการบริหารราชการ เมื่อได้รับงบประมาณอย่างเพียงพอกับความต้องการแล้วในการดำเนินการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ การจัดบริการสาธารณะ ตลอดจนการจัดโครงการหรือกิจกรรมเพื่อการบริหารการพัฒนาหน่วยงานก็ย่อมมีมากตามไปด้วย ในทางกลับกันหากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องรัดเข็มขัดหรือต้องจำกัดการใช้งบประมาณ โอกาสที่หน่วยงานภาครัฐจะถูกตัดงบประมาณก็มีมาก งบประมาณที่ได้มาจึงอาจไม่เพียงพอการบริหารและการพัฒนาหน่วยงาน
4. ปัจจัยทางสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความต้องการของสังคมถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการ โดยสภาพทางสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัย ความต้องการของคนในสังคมก็เช่นเดียวกัน การบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการจึงต้องสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย โดยที่ผ่านมาความต้องการหรือข้อเรียกร้องทางสังคมเป็นมูลเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดการพัฒนาการบริหารราชการไทย ดังเช่นช่วงก่อนการพัฒนาการบริหารราชการในปี 2545 หรือก่อนการนำแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่มาใช้ในประเทศไทย ระบบราชการเต็มไปด้วยปัญหาหลากหลายประการ ซึ่งปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาในเชิงการให้บริการประชาชนที่ล่าช้า มีขั้นตอนมาก เต็มไปด้วยกฎระเบียบ ข้าราชการมีพฤติกรรมการทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไม่เห็นความสำคัญของประชาชนในฐานะพลเมืองหรือผู้รับบริการ จึงมีการเรียกร้องผ่านกลไกและองค์กรภาควิชาการและสังคมต่างๆ ให้เกิดการปฏิรูปหรือเกิดการพัฒนาระบบราชการ จนกลายเป็นกระแสทางสังคมที่ชัดเจนประการหนึ่งสำหรับการตัดสินใจในนโยบายของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น นอกจากนี้แล้วการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการยังควรอยู่บนพื้นฐานทางสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณีในแต่ละพื้นที่ด้วย การบริหารและการพัฒนาการทำงานภาครัฐจึงต้องสอดคล้องกับบริบททางสังคม (social context) ในพื้นที่นั้นๆ กล่าวคือ แต่ละพื้นที่ต่างมีความแตกต่างด้านสังคมวัฒนธรรม ในการให้บริการตลอดจนการบริหารและการพัฒนาหน่วยงานจึงควรออกแบบหรือพัฒนาระบบ กระบวนการ พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรมดังกล่าวด้วย เช่น จัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภาษา สังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เป็นต้น
5. ปัจจัยทางเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการไทย โดยที่ผ่านมามีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารและพัฒนาการบริหารในหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง การก้าวสู่สังคมสารสนเทศทำให้ภาครัฐต้องปรับตัวให้เข้าความทันสมัยและให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการและเสริมสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนผู้รับบริการ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเกิดการพัฒนาสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ที่ทำให้บริการสาธารณะของหน่วยงานสามารถให้บริการประชาชนได้ทุกที่ทุกเวลา ในส่วนการบริหารการพัฒนาภายในหน่วยงานก็มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องทั้งงานที่เป็นส่วนหน้า (front office) ที่ต้องติดต่อโดยตรงกับประชาชน เช่น การทะเบียนและบัตร งานชำระภาษีและค่าธรรมเนียม งานจดทะเบียน ฯลฯ และในส่วนงานที่เป็นส่วนหลัง (back office) เช่น งานธุรการ การสนับสนุนการบริหาร การประสานงานและงานติดต่อสื่อสารภายในหน่วยงาน ฯลฯ นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ยังมีประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาการบริหารทั้งการออกแบบระบบ การทำให้กระบวนการทำงานสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น การพัฒนาผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานผ่านการฝึกอบรมหรือบทเรียนออนไลน์ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจัยด้านเทคโนโลยีนี้เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการบริหารและการพัฒนาการบริหารราชการไทย เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปย่อมส่งผลให้การบริหารและการพัฒนาการบริหารได้รับผลกระทบหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตามไปด้วย
