ประเภทของต้นทุน (2)

  • Post author:

ในโพสต์นี้จะอธิบายประเภทของต้นทุนซึ่งจำแนกตามพฤติกรรม ดังนี้

                การจำแนกประเภทของต้นทุนตามเกณฑ์นี้ เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของต้นทุนกับระดับกิจกรรมว่าเป็นไปในทิศทางใด ที่เรียกว่า “พฤติกรรมต้นทุน” (Cost Behavior) ทั้งนี้ระดับกิจกรรมที่จะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาความสัมพันธ์ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะกระบวนการผลิต เช่น หากกิจการใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ กิจกรรมที่เป็นตัวผลักดัน (สาเหตุ) ทำให้เกิดต้นทุนก็จะเป็น ชั่วโมงแรงงาน หรือหากกิจการใช้เครื่องจักรในการผลิต กิจกรรมที่เป็นตัวผลัก ก็อาจเป็น ชั่วโมงการทำงานของเครื่องจักร หรือหากไม่สามารถระบุได้ว่าสิ่งใดเป็นตัวผลักต้นทุน ก็อาจกำหนดให้สินค้าเป็นตัวผลักต้นทุน เป็นต้น สามารถจำแนกประเภทของต้นทุนได้ ดังนี้

                    1. ต้นทุนผันแปร (Variable Cost: VC) หมายถึง ต้นทุนที่ผันแปรไปในทิศทางเดียวกับระดับกิจกรรม กล่าวคือ หากระดับกิจกรรมเพิ่มขึ้น ต้นทุนรวมก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และเมื่อระดับกิจกรรมลดลง ต้นทุนรวมก็จะลดลงด้วยเช่นกัน และหากไม่มีกิจกรรมเกิดขึ้น ต้นทุนรวมก็จะไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ต้นทุนผันแปรต่อหน่วยจะเท่าเดิม เช่น วัตถุทางตรง ค่าแรงงานทางตรง เป็นต้น

                    2. ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost: FC) หมายถึง ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามระดับกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ หากกิจการไม่ทำการผลิตสินค้าเลย ต้นทุนชนิดนี้ก็จะยังคงอยู่ หรือหากเพิ่มการผลิต (ระดับกิจกรรม) มากขึ้น ต้นทุนก็ไม่เปลี่ยนแปลง การที่กิจการใช้ประโยชน์จากต้นทุนคงที่ได้มากขึ้น (ผลิตสินค้ามากขึ้น) ก็จะเกิดการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) โดยต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง เช่น ค่าเช่าโรงงาน เงินเดือนยาม เป็นต้น

                   3. ต้นทุนผสม (Semi Cost) มีลักษณะผสมระหว่างต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่ กล่าวคือ แม้ว่าจะเกิดกิจกรรม แต่ยังปรากฏต้นทุนจำนวนหนึ่ง และเมื่อเพิ่มกิจกรรม ต้นทุนก็จะผันแปรตามกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างต้นทุนผสม เช่น ค่าโทรศัพท์พื้นฐาน หากไม่มีการใช้งาน จะถูกเรียกเก็บค่าบริการ (ค่าธรรมเนียมรักษาคู่สาย) 100 บาท และเมื่อมีการใช้งานก็จะเสียตามจำนวนครั้งที่ใช้ (เช่น ครั้งละ 3 บาท) เป็นต้น

                   4. ต้นทุนขั้น (Step Cost) คือ ต้นทุนที่คงที่อยู่ ณ ระดับกิจกรรมหนึ่ง และเมื่อระดับกิจกรรมเปลี่ยนแปลงไป ก็จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และคงที่อยู่ ณ ระดับนั้น จนกว่าจะมีการเพิ่มระดับกิจกรรมอีก ตัวอย่างต้นทุนขั้น เช่น หากกิจการมีเครื่องจักร 1 เครื่อง ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงสุด 1,000 หน่วยต่อปี ในช่วงระดับการผลิตข้างต้น สมมติมีค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร 5,000 บาท แต่ถ้าในปีถัดไปความต้องการสินค้ามีมากขึ้น ทำให้กิจการต้องการขยายกำลังการผลิตมากกว่า 1,000 หน่วย กิจการต้องตัดสินใจซื้อเครื่องจักรเครื่องที่ 2 โดยเครื่องจักรเครื่องที่ 2 นี้ มีความเสื่อมราคา 3,000 บาท และมีกำลังการผลิตเพิ่มอีก 800 หน่วย สินค้าที่ถูกผลิตมากกว่า 1,000 หน่วย แต่ไม่เกิน 1,800 หน่วย จะเกิดค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร 3,000 บาท