กระบวนการการดำเนินงานของกิจการต้องใช้การตัดสินใจเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่าง บริษัท Procter & Gamble (P&G) ต้องตัดสินใจจัดสรรงบประมาณการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีจำนวนมากอย่างไรถึงจะเหมาะสม หรือบริษัท Southwest Airline ที่ต้องตัดสินใจในวางแผนราคาของตั๋วเครื่องบินที่มีอยู่มากกว่าพันเที่ยวบินต่อวัน อีกทั้งยังมีคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันจำนวนมาก รวมไปถึงกิจการที่ต้องการผลิตชิ้นส่วนสินค้าซึ่งเป็นลักษณะพิเศษเพิ่มเติม ผู้บริหารต้องทำการตัดสินใจโดยดูจากทรัพยากร ณ ปัจจุบันของกิจการที่จะสามารถรองรับการผลิตในจำนวนและคุณภาพที่ต้องการได้หรือไม่ หากผลิตเองต้องลงทุนเพิ่มจำนวนเงินเท่าไร เลือกแหล่งเงินลงทุนใดในการได้มาซึ่งการผลิตที่ต้นทุนทางการเงินต่ำสุดและเหมาะสมกับสภาวะของกิจการ การประเมินผลกระทบของค่าใช้จ่ายในระยะยาว หรือการพิจารณาทางเลือกที่จะซื้อชิ้นส่วนสินค้าลักษณะพิเศษนี้จากภายนอกเพื่อมาใช้ทดแทนนั้นมีต้นทุนต่อหน่วยเท่าไร ซึ่งทั้งสองทางเลือกส่งผลต่อรายงานทางการเงินของกิจการอย่างไร
การเติบโตของกิจการไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษะการตัดสินใจของผู้บริหารเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องมีองค์ประกอบสำคัญในส่วนของข้อมูลการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและทันเวลาเข้าร่วมด้วย (Data-Driven Decisions) เนื่องจากการตัดสินใจที่ดีมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของกิจการ และข้อมูลสำคัญที่ใช้การสนับสนุนการตัดสินใจคือ ข้อมูลทางการบัญชี
การบัญชีในองค์กรแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ 1) การบัญชีภาษีอากร (Tax Accounting) 2) การบัญชีการเงิน (Financial Accounting) และ 3) การบัญชีบริหารหรือที่เรียกว่าบัญชีเพื่อการจัดการ (Managerial Accounting) ตามภาพที่ 1.1 โดยในที่นี้จะขอกล่าวถึงการบัญชีการเงิน และการบัญชีเพื่อการจัดการ
1) การบัญชีการเงินเป็นการนำเสนอข้อมูลทางการบัญชีในช่วงเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาแล้ว ในรายงานทางการเงินตามที่กฎหมายและข้อบังคับที่กำหนด ในรอบระยะเวลาเป็นช่วงรายเดือน รายไตรมาส รายปี เพื่อนำเสนอให้กับผู้ใช้ข้อมูลที่เป็นคนภายนอกของกิจการ เช่น ผู้ให้สินเชื่อ นักลงทุน หน่วยงานทางกฎหมายทีเกี่ยวข้อง เป็นต้น ซึ่งการรายงานนั้นมีส่วนของการนำเสนอข้อมูลด้านต้นทุน คือ การคำนวณหาต้นทุนขายสินค้า (Cost of Good sold) และการหามูลค่าสินค้าคงเหลือ (Inventory Valuation) ซึ่งใช้แนวทางการคำนวณจาก International Financial Reporting Standards:IFRS และ Generally Accepted Accounting Principles
2) การบัญชีเพื่อการจัดการมีรูปแบบการนำเสนอและช่วงเวลาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการใช้งานของบุคคลภายในบริษัท เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผน (Planning) ควบคุม (Controlling) และตัดสินใจ (Decision Making) ซึ่งนำข้อมูลต้นทุนจากบัญชีการเงินมาวิเคราะห์ประเมินผล เช่น การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างผลการดำเนินงานด้านต้นทุนทีเกิดขึ้นจริงกับแผนงบประมาณด้านต้นทุนที่ได้กำหนดไว้ เป็นการประเมินวัดผลลัพธ์ซึ่งเรียกว่าเป็นกระบวนการควบคุม เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวังหรือไม่ พร้อมทั้งต้องสามารถระบุถึงเหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีผลที่ดีกว่าหรือต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของรายงานผลการปฎิบัติงาน (Performance Report) โดยการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างงบประมาณกับข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง เพื่อกำหนดวิธีการปรับปรุงให้เหมาะสมต่อไป
นอกจากการใช้ข้อมูลในอดีตทำการวิเคราะห์ การบัญชีเพื่อการจัดการมีการจัดทำการวางแผนและสนับสนุนการตัดสินใจ (Planing and Decision Support) เช่น การจัดทำแผนงบประมาณ และการพยาการณ์ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นกระบวนการเพิ่มมูลค่าการตัดสินใจเชิงการจัดการให้แก่กิจการ โดยนักบัญชีเพื่อการจัดการ (Managerial Accountants) ต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านการบัญชี ความรอบรู้ อีกทั้งความพร้อมสำหรับการพัฒนาและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทางเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะการสื่อสาร การบริหารความเสี่ยง รวมถึงมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาองค์กรที่เน้นการสร้างคุณค่าให้กับกิจการ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาภาพรวมขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ และถือได้ว่าเป็นคู่คิดของธุรกิจ
