You are currently viewing บทเรียนความสำเร็จของโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบเทศบาลตำบลแสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

บทเรียนความสำเร็จของโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบเทศบาลตำบลแสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

สภาพปัญหาที่ต้องการแก้ไข

ปัจจุบันตำบลแสนสุขมีประชากรที่มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไปมีจำนวน ๓,๘๖๗ คน  คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๗๔ ของจำนวนประชากรทั้งหมด (จำนวนประชากร ณ เดือน กันยายน ๒๕๖๕ : ๒๔,๕๗๔ คน ) ถือได้ว่าตำบลแสนสุข เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ปัญหาที่ตามมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้สัดส่วนของคนชราต่ออัตราของประชากรเพิ่มมากขึ้นทุกปี การที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น บางครั้งอาจทำให้ผู้สูงอายุขาดความอบอุ่นหรืออาจถูกทอดทิ้งได้ เมื่อถึงวัยเกษียณอายุไม่ได้ทำงานทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกเหงา  ไม่เกิดความภาคภูมิใจเหมือนเป็นภาระกับลูกหลาน อาจรู้สึกน้อยใจ ซึมเศร้า รวมถึงปัญหาสุขภาพร่างกาย โดยปกติผู้สูงอายุจะมีสุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม     ไม่แข็งแรง จึงจำเป็นต้องมีผู้ดูแลเอาใจใส่และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นขณะที่ไม่มีรายได้ จึงทำให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก จำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทุกภาคส่วนควรร่วมมือกัน โดยเฉพาะการร่วมกันกระตุ้นเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

วัตถุประสงค์

๑. เพื่อแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุโดยการเตรียมความพร้อมรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของตำบลแสนสุข

๒. เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมพัฒนาให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี

๓. เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการพัฒนา ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมกันกำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุตอบสนองแนวคิดผู้สูงอายุ  มีสุขภาพกายที่แข็งแรง จิตใจที่เป็นสุข อยู่ในสังคมปลอดภัย และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

การดำเนินโครงการ

ในปี พ.ศ.๒๕๖๐ เทศบาลตำบลแสนสุขร่วมกับวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุขมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทีมวิจัยชุมชน ตัวแทนชุมชน รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ รพ.สต.ก่อ วัดแสนสุข ชมรมผู้สูงอายุ ร่วมกันดำเนินการจัดเก็บข้อมูลผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของตำบลแสนสุข    ทำให้พบปัญหาเกี่ยวกับผู้สูงอายุในชุมชนที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาทางสังคมของผู้สูงอายุ ปัญหาสุขภาวะของผู้สูงอายุ ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และได้เสนอแนวทางในการพัฒนารองรับสังคมสูงวัยในพื้นที่ให้เหมาสม  ดังนั้น เทศบาลตำบลแสนสุขได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  จึงมีแนวคิดริเริ่มเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพกาย ที่แข็งแรง สุขภาพใจที่เป็นสุข อยู่ในสังคมปลอดภัย และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี  ผ่านกลไกโรงเรียนผู้สูงอายุที่เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๐  โดยการมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน กำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ตอบสนองแนวคิดผู้สูงอายุมีสุขภาพกายที่แข็งแรง จิตใจที่เป็นสุข อยู่ในสังคมปลอดภัย และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

การบริหารแบบมืออาชีพ ลดขั้นตอน อำนวยความสะดวก ความรวดเร็ว ช่องทางการบริการที่หลากหลาย และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

ในการบริหารงานของโครงการนวัตกรรมในส่วนของเทศบาลตำบลแสนสุข ได้มีการดำเนินการ ดังนี้

ด้านบุคลากร  เทศบาลตำบลแสนสุขจัดบุคลากรผู้รับผิดชอบโครงการฯ ปฏิบัติงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดโครงการ ภาคีเครือข่ายต่างๆ จัดบุคลากรร่วมปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการจัดการเรียนการสอน ฝึกอบรม     ทั้งในและนอกสถานที่ ตามตารางเรียน และการแบ่งมอบภารกิจ เช่น ศูนย์อนามัยที่ ๑๐ อุบลราชธานี ให้ความรู้วิชาการคัดกรองสุขภาพ ๙ ด้าน, อาหารชะลอวัยห่างไกลกระดูกพรุน, สูงวัยกิจกรรมทางกายดีไม่มีล้มเป็นต้น

ด้านงบประมาณ  เทศบาลตำบลแสนสุขตั้งงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ ในเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีทุกปีๆละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท  และตั้งงบประมาณสนับสนุนโครงการฝึกอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ จำนวน  ๑๐๐,๐๐๐.-บาท/ปี  และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) ปีละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท

ด้านสถานที่ เทศบาลตำบลแสนสุขจัดให้มีอาคารสถานที่ในการดำเนินโครงการอย่างเหมาะสม เช่น อาคารหอประชุมโรงเรียนเทศบาลตำบลแสนสุข ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนเทศบาลตำบลแสนสุข

ด้านการบริหารจัดการ เทศบาลตำบลแสนสุขร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง ๑๘ องค์กร ร่วมกันดำเนินโครงการตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบ การดำเนินการแก้ไขปรับปรุง เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินการในรุ่นต่อไปให้ประสบผลสำเร็จ

นอกจากนี้ในส่วนของการบริหารโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแสนสุข  ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๐ ปัจจุบันบรรจุโครงการไว้ในแผนพัฒนาเทศบาลตำบลแสนสุข (พ.ศ.๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น ในแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) แผนงานสร้างความเข้มแข็งของชุมชน งานส่งเสริมและสนับสนุนความเข้มแข็ง มีแนวทางการบริหารงาน  ดังนี้

ด้านบุคลากร  โรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแสนสุข  ดำเนินการโดยงานภายใต้โครงสร้าง สำนักปลัดเทศบาล  ดำเนินงานโดยงานพัฒนาชุมชน ฝ่ายปกครอง  สำนักปลัดเทศบาลตำบลแสนสุข มีนักพัฒนาชุมชนและผู้ช่วยนักพัฒนาชุมชนเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ภายใต้การกำกับดูแลของหัวหน้าฝ่ายปกครอง และหัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล และภาคีเครือข่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินโครงการ จำนวน  ๑๘  องค์กร 

ด้านงบประมาณ  โรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแสนสุข  เป็นโครงการที่บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเทศบาลตำบลแสนสุข  (พ.ศ.๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) โดยตั้งงบประมาณในเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับดำเนินโครงการฯ     ทุกปีๆ ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท และตั้งงบประมาณสนับสนุนโครงการฝึกอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ จำนวน  ๑๐๐,๐๐๐.-บาท  และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนงบประมาณ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐.-บาท/ปี

ด้านวัสดุอุปกรณ์ โรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแสนสุข จัดให้มีห้องเรียนสำหรับผู้สูงอายุที่มีความเหมาะสมโดยใช้หอประชุมโรงเรียนเทศบาลตำบลแสนสุขเป็นสถานที่จัดการเรียนการสอน  และใช้ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนเทศบาลตำบลแสนสุขเป็นสถานที่เรียนคอมพิวเตอร์เบื้องต้น  และใช้สถานที่ของส่วนราชการอื่นในการดำเนินการโดยเทศบาลตำบลแสนสุขเป็นผู้ประสานขอความอนุเคราะห์  มีการเตรียมการเรื่องวัสดุอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน เช่น สมุดบันทึก ปากกา เอกสารประกอบการเรียน  อุปกรณ์การเรียน  ที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละคาบเรียน เป็นต้น  เทศบาลจัดรถรับ – ส่ง เพื่ออำนวยความสะดวก เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มียานพาหนะเดินทางมาร่วมโครงการ

ด้านการบริหารจัดการ แบ่งขอบเขตการบริหารจัดการโครงการ ฯ  ดังนี้

๑) ด้านการดำเนินโครงการ  บริหารจัดการโดยงานพัฒนาชุมชน ฝ่ายปกครอง  สำนักปลัดเทศบาลตำบลแสนสุข  ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดโครงการฯ  ภายใต้ระเบียบ กฎหมาย ของทางราชการกำหนด

๒) ด้านการจัดการเรียนการสอน  ดำเนินการโดยเทศบาลตำบลแสนสุข กลุ่มผู้สูงอายุ ที่เข้าร่วมโครงการ ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน  และประชาชน  จำนวน  ๑๘  องค์กร

๓) ด้านการดำเนินการของกลุ่มผู้สูงอายุ  จากความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากโรงเรียนผู้สูงอายุ  มีการขยายผลการดำเนินการผ่านกลุ่มผู้สูงอายุสู่ชุมชน เช่น การถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับผ่านกลุ่มอาชีพต่างๆ การถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับให้กับเด็กรุ่นใหม่ และหน่วยงาน/กลุ่มต่างๆที่เข้ามาศึกษาดูงาน

ผลประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย

จากผลการดำเนินโครงการที่สำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนสามารถสะท้อนปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการ การบริหารงานเชิงรุกทำให้สามารถทราบถึงปัญหาที่แท้จริง เกิดพัฒนาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๖๐ ปัจจุบันมีจำนวน  ๖  รุ่น ผู้สูงอายุเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน  ๓๐๐ คน  ทำให้ผู้สูงอายุต้นแบบแสนสุข  มีสุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่เป็นสุข อยู่ในสังคมปลอดภัย และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความพร้อมทุกด้านเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย นอกจากสิ่งที่ผู้สูงอายุได้รับโดยตรวจจากการเข้าร่วมโครงการแล้ว ยังมีผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่โดดเด่น เช่น จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแสนสุข จัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุเทศบาลตำบล  แสนสุข จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุแสนสุข พบปราชญ์ชาวบ้านด้านต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาต่อยอดการดำเนินโครงการฯ ต่อไป ดังนี้

๑. กำหนดมาตรฐานในการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแสนสุข เพื่อแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุในตำบลแสนสุข  เพื่อแก้ไขปัญหาให้ครบถ้วนทุกมิติ

๒. พัฒนาศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุเทศบาลตำบลแสนสุขให้มีมาตรฐาน โดยความร่วมมือของภาคีเครือข่าย และดำเนินการให้ครอบคลุมพื้นที่เพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยให้ผู้สูงอายุดำเนินการบริหารงานศูนย์ฯ

๓. เทศบาลสนับสนุนการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุแสนสุข จำนวน  ๒๐ หมู่บ้าน เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายผ่านเครือข่ายผู้สูงอายุที่สำเร็จการเรียนการสอนของโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแสนสุข

๔. จัดทำฐานข้อมูลปราชญ์ชาวบ้านด้านต่างๆ

๕. พัฒนาต่อยอดการดำเนินการโครงการเมือง/ชุมชน ที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และได้มาตรฐานสากล

อ้างอิงข้อมูลจาก

สรุปรายงานการตรวจประเมินคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ 2566 ของเทศบาลตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2566 โดยผศ.ดร.นพพล อัคฮาด และ อ.ดร.กิตติพงษ์ เพียรพิทักษ์