นักลงทุนเลือกที่จะลงทุนในหลักทรัพย์โดยคาดหวังผลตอบแทนจาการลงทุนในหลักทรัพย์ซึ่งอาจอยู่ในหลายรูปแบบ โดยที่หนึ่งในผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังคือ เงินปันผล (Dividend) ซึ่งกิจการอาจกำหนดจ่ายเงินปันผลได้หลายลักษณะ เช่น เงินสดปันผล หุ้นปันผล สินทรัพย์อื่นปันผล เป็นต้น กิจการอาจกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) สูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นในมุมมองของกิจการและนักลงทุนมีความจำเป็นที่ต้องทราบทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเงินปันผล โดยเฉพาะในมุมมองของกิจการนั้นมูลค่าของกิจการ (Value of Firm) อาจขึันอยู่กับนโยบายเงินปันผลที่กิจการกำหนดขึ้น ดังนั้น Blog ความรู้ในซีรี่ส์นี้จึงนำเสนอทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังนี้
ทฤษฎี Dividend Irrelevance ผู้เสนอทฤษฎีนี้คือ Merton Miller และ Franco Modigliani (M&M) โดยมีหลักการสำคัญคือ นโยบายเงินปันผลไม่มีผลต่อราคาหุ้นและต้นทุนเงินทุนของกิจการ กล่าวคือ ไม่ว่ากิจการจะจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงหรือต่ำก็ไม่ทำให้ราคาหุ้นและต้นทุนเงินทุนเพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากมูลค่าของธุรกิจจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรและระดับความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายเงินปันผลที่กิจการกำหนด ทฤษฎีนี้มีข้อสมมติฐานคือ
1) ไม่มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง
2) ไม่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์
3) ผู้ลงทุนทั้งหมดจะไม่มีความแตกต่างในการรับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลหรือส่วนต่างราคาของหุ้น
4) นโยบายในการกำหนดงบประมาณลงทุนไม่ขึ้นกับนโยบายเงินปันผล
5) ผู้บริหารและผู้ลงทุนได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มของธุรกิจ ตลอดจนข้อมูลภายในบริษัทเหมือนกัน
จากสมมติฐานข้างต้นจะเห็นว่า สมมติฐานบ้างข้อไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น ผู้ลงทุนมีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ธุรกิจมีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือการซื้อขายหลักทรัพย์ต้องเสียค่าหน้าหน้า เป็นต้น
