วิเชียร ตันศิริคงคล (2555) เรื่อง การเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 จังหวัดชลบุรี พบว่า บรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองในระดับประเทศมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ความขัดแย้งดังกล่าวมีอิทธิพลกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของจังหวัดชลบุรี และทำให้เกิดพรรคพลังชลขึ้นในการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดย้ายไปสังกัดพรรคพลังชล ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครที่มาจากพรรคการเมืองสำคัญ 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังชล
บทความชิ้นนี้ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดชลบุรีส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเลือกตั้งโดยลงคะแนนให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่สังกัดพรรคการเมืองที่มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ทางการเมืองกับนักการเมืองท้องถิ่น และหัวคะแนนมีบทบาทสำคัญต่อการชักจูงให้ไปใช้สิทธิลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ดังนั้นพรรคการเมืองแต่ละพรรคจึงมีคะแนนจัดตั้งที่แตกต่างกัน โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคพลังชล ได้รับเลือก 6 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งพรรคละ 1 ที่นั่ง ทั้งนี้วิเชียรระบุว่า สาเหตุที่พรรคพลังชลได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้มาจากปัจจัยสำคัญคือ ความเกรงใจ และความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ภายใต้เครือข่ายทางการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดชลบุรี อย่างไรก็ตามคะแนนเสียงในระบบเขตเลือกตั้งมีความแตกต่างกับคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อเนื่องจากคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์สูงกว่าพรรคพลังชลสะท้อนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่มีความนิยมในตัวนโยบายของพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคอื่นๆ
การศึกษาของ เทียนแก้ว เลี่ยมสุวรรณ ชิตพล ชัยมะดัน และสุปราณี ธรรมพิทักษ์ (2562) เรื่อง การสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อการเลือกตั้งในจังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อการเลือกตั้งในจังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์ย่อย คือ เพื่อศึกษาคุณลักษณะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) คุณลักษณะของพรรคการเมือง และนโยบายที่พึงประสงค์ของประชาชน เพื่อให้ได้สารสนเทศเพื่อเป็นข้อมูลในการนำเสนอให้ผู้ที่สนใจเข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตลอดจนพรรคการเมือง ใช้สารสนเทศจากการวิจัยดังกล่าวเพื่อทำความเข้าใจและใช้เป็นกรอบแนวทางในการเตรียมตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ในการลงรับสมัครรับการเลือกตั้ง เพื่อนำเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้แก่ ประชากรในพื้นที่อำเภอบ้านบึง อำเภอบ่อทอง และอำเภอหนองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 117,880 คน คณะผู้วิจัยได้กำหนดขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) โดยกำหนดค่าระดับความเชื่อมั่น (Confidence Level) ที่ร้อยละ 95 และช่วงระหว่างความคลาดเคลื่อน (confidence interval) หรือขอบเขตความคลาดเคลื่อน (margin of error) อยู่ที่ +/- 5
ได้ขนาดตัวอย่างอำเภอละ 400 ตัวอย่าง สุ่มตัวอย่างแบบโควตา (quota sampling) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ระหว่างวันที่ 24 – 25 พฤศจิกายน 2561 ได้จำนวนแบบสอบสอบถามกลับคืนมาทั้งสิ้น 1,202 ฉบับ ผลการศึกษาพบว่า
ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย มีอายุเฉลี่ย 42 ปี มีอายุต่ำสุดคือ 18 ปี และสูงสุดคือ 90 ปี โดยพบว่ามีสัดส่วนในช่วงอายุ 31-40 ปี มากที่สุด มากกว่าครึ่งมีสถานภาพสมรสแล้ว มีสัดส่วนอยู่ในระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่ามากที่สุด รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบอาชีพค้าขายมากที่สุด รองลงมาคือรับจ้างทั่วไป พนักงานเอกชน และเกษตรกร มีรายได้อยู่ระหว่าง 5,001 – 10,000 บาท มากที่สุด โดย 4 ใน 5 มีภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดชลบุรี และเกือบทั้งหมดไม่มีตำแหน่งใดๆ ในชุมชน
พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่เขต 4 จังหวัดชลบุรี ส่วนใหญ่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ผ่านมา และหากมีการเลือกตั้งตาม roadmap ที่รัฐบาลกำหนดครั้งต่อไป ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 89.77 จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรคการเมืองในการตัดสินใจเลือกตั้งมากที่สุด รองลงมา คือ ตัวบุคคล และพรรคการเมือง
ทัศนคติของประชาชนต่อการเลือกตั้งในจังหวัดชลบุรี พบว่า ประชาชนในพื้นที่เขต 4 ที่รู้จักและประทับใจมากที่สุด คือ ส.ส. สรวุฒิ เนื่องจำนง มากที่สุด รองลงมาคือ ส.ส.สุกุมล คุณปลื้ม และนักการเมืองในพื้นที่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ (ส.ส.ต้น) มากที่สุด รองลงมาคือ
นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง (ส.ส.เป้า) และนายภิญโญ ตั๊นวิเศษ (นายกใช้) โดยนักการเมืองในพื้นที่ที่ต้องการให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งต่อไปมากที่สุดทั้งในภาพรวมและรายอำเภอ คือ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ (ส.ส.ต้น) อย่างไรก็ตามพบว่ายังมีประชาชนที่ไม่ตัดสินใจ/ไม่ตอบอีกถึงร้อยละ 31.03
แหล่งข้อมูลข่าวสารของนักการเมืองที่ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามรับรู้มากที่สุดคือ โทรทัศน์ รองลงมาคือ รถหาเสียง ป้ายประกาศ และ Facebook/Line และบุคลิกภาพหรือคุณลักษณะของนักการเมืองที่ชื่นชอบ อันดับที่ 1 คือ นักการเมืองที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต อันดับที่ 2 คือ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และอันดับที่ 3 คือ เคยทำประโยชน์ให้กับพื้นที่
ทัศนคติของผู้ตอบแบบสอบถามต่อพรรคการเมือง พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามรู้จักพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ และประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามจะเลือก ส.ส.ที่สังกัดพรรคพลังประชารัฐ มากกว่า ส.ส. ที่สังกัดพรรคอื่นๆ รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย โดยเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง อันดับที่หนึ่งคือ เป็นพรรคที่นำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง อันดับที่สองเป็นพรรคที่มีนโยบายตรงกับความต้องการ และอันดับที่สาม คือ เป็นพรรคที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย
ทัศนคติของผู้ตอบแบบสอบถามต่อนโยบายของพรรคการเมือง พบว่า นโยบายในการพัฒนาประเทศที่ชื่นชอบอันดับที่ 1 คือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค อันดับที่ 2 นโยบายเรียนฟรี 15 ปี และอันดับที่ 3 คือ นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับนโยบายที่ต้องการให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญ อันดับที่ 1 คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ อันดับที่ 2 คือ นโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน อันดับที่ 3 คือ นโยบายด้านการศึกษา
ที่มา: กาญจนา บุญยัง. (2563). โครงการความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองในฤดูการเลือกตั้ง: กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรี. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
