ฐานภาษีอากร (Tax Base) คือ สิ่งที่เป็นเกณฑ์ในการนำไปคำนวณเพื่อจัดเก็บภาษี หรือเป็นฐานในการประเมินภาษี โดยใช้ฐานภาษีคูณอัตราภาษีจะได้จำนวนภาษีที่ต้องชำระ ประเภทของฐานภาษีอากรประกอบด้วย 4 ประเภทคือ ฐานเงินได้ (Income Base) ฐานการบริโภค (Consumption Base) ฐานทรัพย์สิน (Wealth Base)และฐานอื่น (Other Base) โดยมีรายละเอียดดังนี้
ฐานเงินได้
รายได้ของผู้มีเงินได้ใช้เป็นฐานที่เรียกเก็บภาษี ฐานเงินได้เป็นฐานภาษีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดฐานหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่ารายได้เป็นเครื่องวัดความสามารถในการเสียภาษีอากร (Ability to Pay) ของบุคคลได้ดีที่สุด โดยทั่วไปเป็นฐานภาษีอากรที่กว้าง ทำให้ครอบคลุบผู้เสียภาษีอากรจำนวนมากจึงเป็นแหล่งรายได้ภาษีอากรที่สำคัญฐานหนึ่งสำหรับรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ
ภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในความหมายนี้คือเงินได้สุทธิ ซึ่งหมายถึงเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว ทั้งนี้เพราะเงินได้สุทธิคือฐานในขั้นสุดท้ายที่ใช้คำนวณภาษีตามอัตราภาษี ส่วนฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล คำนวณจากเงินได้ที่ใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษีคูณด้วยอัตราภาษีที่กำหนด ดังนั้นฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยทั่วไปจึงได้แก่ กำไรสุทธิ ยอดรายได้ก่อนหักรายจ่าย เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย หรือการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย และภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีภาษีอากรที่เก็บจากฐานรายได้ตามประเภทของรายได้บางชนิด เช่น เงินปันผล (Dividend) คือ เงินสด ทรัพย์สินอื่นๆ หรือหุ้นของบริษัทเองที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นการแบ่งกำไร (สภาวิชาชีพบัญชี, 2538) ซึ่งเมื่อบุคคลได้รับเงินปันผลก็ถือเงินได้ตามประมวลรัษฎากรประเภทที่ 4 หรืออาจเรียกว่า 40(4) คือ ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์ที่ได้รับ ดังนั้นจึงถือเป็นการเสียภาษีที่คิดมาจากฐานรายได้
ตัวอย่าง บริษัทไตรดำรง จำกัด ตั้งจัดขึ้นตามกฎหมายไทย เริ่มต้นธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องสำนักงานในปี พ.ศ. 2559 มีทุนจดทะเบียนจำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยนายมานิตได้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 1,000 หุ้น เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี 2560 พบว่าผลประกอบการของบริษัทมีกำไร จึงทำการประกาศจ่ายเงินปันผลมูลค่าหุ้นละ 5 บาท
ดังนั้นนายมานิตได้รับเงินปันผลจากจำนวนหุ้น 1,000 หุ้น มูลค่าเงินปันผลหุ้นละ 5 บาท เป็นจำนวนเงินเท่ากับ 5,000 บาท โดยหักเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับการได้รับเงินปันผลจากบริษัทจดทะเบียน หรือบริษัทจำกัด (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, 2561) อย่างไรก็ตามหากบุคคลธรรมดาได้รับเงินปันผลจากกองทุนรวมสามารถเลือกให้หัก 10% ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือเลือกนำเงินปันผลไปรวมเสียภาษีเงินได้ตอนปลายปีได้ แต่ถ้าได้รับเงินปันผลจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Borad of Investment of Thailand: BOI) เงินปันผลดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นภาษี
ภาษีเก็บจากกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain Tax) เกิดจากกำไรจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้นออกไปในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมา โดยหากเป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับกำไรขากการขายหลักทรัพย์จะได้รับยกเว้นภาษี แต่หากเป็นนิติบุคคล ไม่ต้องมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กฎหมายระบุ โดยถือเป็นการคำนวณจากฐานรายได้ (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, 2561)
ฐานการบริโภค
ฐานบริโภค หมายถึง การนำรายจ่ายในการบริโภคสินค้าหรือบริการมาเป็นฐานในการเรียกเก็บภาษีอากร ซึ่งถือเป็นฐานภาษีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายรองลงมาจากฐานรายได้ โดยหลักการจัดเก็บภาษีจากฐานการบริโภคมาจากแนวคิดที่ว่า การบริโภคทำให้ทรัพยากรของสังคมมีปริมาณที่ลดลง ดังนั้นผู้ที่บริโภคมากจึงควรต้องเสียภาษีอากรให้กับสังคมมากตามไปด้วย เพื่อเป็นการชดเชยทรัพยากรที่ลดลงไป นอกจากนี้การบริโภคยังก่อให้เกิดความพอใจเฉพาะบุคคล ถ้าใครบริโภคมากก็แสดงว่ามีระดับการกินดีอยู่ดีสูงกว่าผู้อื่น จึงน่าที่จะมีความสามารถในการเสียภาษีอากรสูง
ภาษีอากรที่จัดเก็บจากฐานการบริโภคนี้มีทั้งที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าหรือบริการโดยทั่วไป เช่น ภาษีจากการขายทั่วไป (General Sales Tax) ประกอบไปด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ หรือที่เรียกเก็บจากการบริโภคสินค้าหรือบริการเฉพาะอย่าง คือ ภาษีสรรพสามิต ประกอบได้ด้วย ภาษีน้ำมัน ภาษียาสูบ ภาษีเบียร์ ภาษีรถยนต์ และอากรนำเข้าส่งออก เป็นต้น
ฐานการบริโภคนี้นับเป็นฐานภาษีที่สำคัญอีกฐานหนึ่งของหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะว่าภาษีอากรที่จัดเก็บจากฐานการบริโภคเป็นภาษีที่จัดเก็บได้ค่อนข้างง่าย มีความสลับซับซ้อนน้อยกว่าภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้ และขณะเดียวกันในประเทศกำลังพัฒนานั้น การบริโภคของประชาชนโดยทั่วไปอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับการออม
ฐานทรัพย์สิน
ฐานทรัพย์สินเป็นการนำทรัพย์สินที่มีในการครอบครองมาเป็นฐานการคำนวณเพื่อจัดเก็บภาษี โดยมีแนวคิดว่าผู้ใดที่มีทรัพย์สินมากก็ควรเสียภาษีในจำนวนที่มาก ซึ่งการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน ตัวอย่างเช่น
ภาษีรถยนต์ เก็บตามประเภทของรถยนต์โดยแบ่งเป็นการจัดเก็บตามกระบอกสูบ (ซีซี) จัดเก็บเป็นรายคัน จัดเก็บตามน้ำหนัก และจัดเก็บตามรถที่ขับเคลื่อนด้วยกำไรไฟฟ้า ซึ่งกำหนดอัตราภาษีและจำนวนเงินโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ตัวอย่างเช่น อัตราภาษีรถตาม ที่จัดเก็บตามความจุกระบอกสูบ (ซีซี) ของรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ประกอบด้วย 600 ซีซีแรก ซีซีละ 0.5 บาท 601-1,800 ซีซี ๆละ 1.50 บาท เกิน 1,800 ซีซี ๆ ละ 4.00 บาท(กรมขนส่งทางบก, 2559)
ภาษีการรับมรดก ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 เป็นการเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับมรดก ไม่ว่าจะเป็นการรับครั้งเดียวหรือหลายครั้งหากรวมกันแล้วมีมูลค่าที่เกินกว่า 100 ล้านบาท โดยประเมินมูลค่าตามหลักของพ.ร.บ.ภาษีการับมรดก ซึ่งเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่ามรดกที่ต้องเสียภาษี แต่หากมรดกนั้นได้รับจากบุพการีหรือผู้สืบสันดานจะเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่ามรดกที่ต้องเสียภาษี (กรมสรรพกร. 2559)
ฐานภาษีอื่นๆ นอกเหนือจากฐานภาษีที่กล่าวในข้างต้น รัฐอาจใช้ฐานอื่นในการจัดเก็บภาษีอากรเพื่อเป็นไปตามความเหมาะสมตามสภาพสังคม การเมืองและเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ เช่น ฐานสิทธิพิเศษในการประกอบกิจการ (License Base) ผู้ที่ได้รับสิทธิหรือสัมปทานจากรัฐในการประกอบอาชีพ ผู้ที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมต้องเสียภาษีปิโตรเลียมเป็นต้น
