จริยธรรมของผู้เสียภาษีอากร

จริยธรรม (ethics) มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 คือ “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม. โดยเป็นการประพฤติที่ดีเพื่อประโยชน์ของตนเองและสังคม” หากเริ่มต้นจากตัวเราที่มีจริยธรรม ประชาชนรู้หน้าที่ของตนและหน้าที่พลเมือง ประพฤติตัวที่ดีก็จะส่งผลต่อการสร้างความเจริญก้าวหน้าในภาพรวมของประเทศ

จริยธรรมของผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร คือการเข้าใจถึงหน้าที่พลเรือนโดยการชำระภาษีให้แก่ภาครัฐ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาบริหารประเทศที่จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อภาพรวมของสังคม โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีทำการยื่นแบบแสดงรายการการเสียภาษีตามความเป็นจริงอย่างครบถ้วนตามช่วงเวลาของภาษีแต่ละประเภทที่ตนเองอยู่ในข่ายการเสียภาษีประเภทนั้นๆ

อย่างไรก็ตามการหนีภาษีหรือการหลีกเลี่ยงภาษี (Tax evasion) เป็นการใช้วิธีการผิดกฎหมายเพื่อทำให้เกิดการเสียภาษีมีจำนวนเงินที่ต้องจ่ายชำระน้อยลงหรือไม่ต้องจ่ายชำระ (ปรัชญา ปิ่นมณี, 2554) อีกทั้ง เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม (2552) อ้างข้อมูลกรมสรรพากรในกรณีของประเทศไทยมีการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนมาก โดยทำการยื่นแบบแสดงรายการว่าผลประกอบการมีจำนวนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยอาจใช้การตกแต่งกำไร (earnings management) อาทิเช่น การปรับโครงสร้างธุรกิจ (Restructuring) ซึ่งจะรับรู้ต้นทุนให้มากที่สุดในงวดเดียว เรียกว่า Big Bath Method เพื่อลดการรับรู้ค่าใช้จ่ายในอนาคต  หรือวิธีการสร้างรายการเท็จ ปกปิดรายได้ อีกทั้งบุคคลธรรมดาที่ให้ผู้อื่นมารับรายได้แทนตนเนื่องจากการเสียภาษีของบุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้า เมื่อมีรายได้มากก็จะเสียภาษีมาก ซึ่งปัจจุบันทางกรมสรรพากรได้เร่งการตรวจสอบ อีกทั้งเพิ่มบทลงโทษผู้ที่ทุจริตหลีกเลี่ยงภาษี 

ประเทศไทยยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ระบุถึงปริมาณและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่หนีภาษี ดังนั้นจึงขอยกตัวอย่างผลการศึกษากรณีดังกล่าวในต่างประเทศ การศึกษาของ kreko and kiss, 2008 พบว่าผู้ที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มที่จะเกิดการละเมิดกฎหมายมากกว่าผู้ที่มีรายได้ปานกลาง โดย Flevotomou and Matsagain, 2010 ระบุถึงประชาชนประเทศฮังการีจำนวนมากที่หลีกเลี่ยงภาษี โดยอันดับหนึ่งคือการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้บุคคลลธรรมดา รองลงมาคือภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจากการหลีกเลี่ยงภาษีของประชาชนส่งผลต่อภาพรวมของประเทศนี้ อ้างอิงจากสุพัตรา อนันตพงศ์ 2538, จำรัส แหยมสร้องทอง 2530 พบว่าประชากรในประเทศกรีซได้ทำการปกปิดเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ 10 จากความเป็นจริง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีมากถึงร้อยละ 26 ต่อปี  และอีกหนึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ matsagains et al 2007 ทำการศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลของประเทศกรีซ ประเทศฮังการี และประเทศอิตาลี พบว่าทั้งสามประเทศมีประชากรที่ปกปิดเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ 10-12 ซึ่งการหนีภาษีดังกล่าวทำให้ดัชนีความยากจน (ดัชนี Headcount ดัชนี Poverty gap) ของกรีซและอิตาลีเพิ่มขึ้น  อีกทั้งดัชนีที่แสดงถึงความไม่เท่าเทียมของทั้งสามประเทศยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง Sookram และ Watson, 2005 ระบุถึงการหนีภาษีทำให้อัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อบุคคลของสาธารณรัฐตรินิแดดและโตเบโกมีสัดส่วนที่ลดลง อย่างน้อยในระยะสั้น แต่ส่งผลทำให้หนี้ต่างประเทศของทั้งสองประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้นในระยะยาว