ความสม่ำเสมอในการใช้วิธีราคาทุน

  • Post author:

ตามมาตรฐานการบัญชีให้ใช้หลักความสม่ำเสมอในการนำเสนองบการเงิน ซึ่งกำหนดว่ากิจการควรใช้นโยบายการบัญชีเดียวกันในแต่ละงวดบัญชี เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบงบการเงินของกิจการในรอบระยะเวลาที่ต่างกันได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากข้อกําหนดของมาตรฐานการรายงานทางการเงิน หรือทําให้งบการเงินให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจมากขึ้นในส่วนที่เกี่ยวกับผลกระทบของรายการค้า เหตุการณ์และสถานการณ์อื่นที่มีต่อฐานะทางการเงิน ผลการดําเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการ กิจการสามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีได้

                ในเรื่องนี้ จะกล่าวถึงการใช้หลักความสม่ำเสมอในการตีราคาทุนของสินค้าคงเหลือ โดยพิจารณากรณีต่อไปนี้

บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจการกลั่นซึ่งรวมไปถึงเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันค้าปลีก และกลุ่มกิจการประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานผลิตภัณฑ์เคมีมีคลังน้ำมันและสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศสำหรับจัดเก็บและจัดจำหน่ายน้ำมันขายปลีก โดยผ่านสถานีบริการขายตรงให้กับลูกค้าทางด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศ และดำเนินการส่งออกต่างประเทศ   สินค้าคงเหลือของบริษัทฯ แสดงด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า ซึ่งราคาทุนของสินค้าคงเหลือคำนวณโดยวิธีที่แตกต่างกันดังนี้

น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมวิธีเข้าก่อนออกก่อน
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีวิธีเข้าก่อนออกก่อน
วัสดุสิ้นเปลืองวิธีถัวเฉลี่ยต่อหน่วย
สินค้าชนิดอื่นวิธีถัวเฉลี่ยต่อหน่วย

กรณีดังกล่าวข้างต้น เกี่ยวข้องกับหลักความสม่ำเสมอหรือไม่ คำตอบคือ ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจาก มาตรฐานการบัญชีเรื่อง สินค้าคงเหลือ ระบุว่า กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณวิธีเดียวกันสำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน ส่วนสินค้าที่มีลักษณะและการใช้ต่างกันอาจใช้วิธีการคำนวณต้นทุนที่ต่างกันไปได้หากเหมาะสม ดังนั้น การเลือกวิธีราคาทุนที่ต่างกันในการวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือแต่ละประเภท จึงสามารถกระทำได้

แต่หากในแต่ละงวดบัญชี กิจการเลือกใช้วิธีราคาทุนที่แตกต่างกันในการคำนวณต้นทุนของสินค้าชนิดเดียวกันในงวดปัจจุบันกับงวดก่อน เช่น ในงวดก่อน ใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนในการตีราคาทุนของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม แต่งวดปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จะมีผลทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน และต้นทุนขายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแตกต่างกันกันได้ ดังนี้ถือเป็น การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชี (Change in Accounting Policy) กิจการจะต้องปรับข้อมูลเปรียบเทียบทุกงวดที่นำเสนอในงวดปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า การปรับย้อนหลัง (Retrospective Treatment) เสมือนหนึ่งว่ากิจการได้ใช้นโยบายการบัญชีใหม่มาโดยตลอด และกิจการต้องเปิดเผยข้อมูลตามที่มาตรฐานการบัญชีฉบับที่กำหนด