ลักษณะทั่วไปของสถานการณ์: ยอดขายของกิจการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนอาจทำให้กิจการประสบผลขาดทุน (ยอดขายต่ำกว่าจุดคุ้มทุน) การปิดโรงงานชั่วคราวเพื่อรอสถานการณ์หรือดูทิศทาง/ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกิจการว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ซึ่งอาจกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งหากสถานการณ์ดีขึ้น
ข้อมูลที่ต้องใช้และเกณฑ์การตัดสินใจ: ข้อมูลใช้ประกอบด้วย (1) ยอดขายในปัจจุบัน (2) ต้นทุนการดำเนินงานโดยจำแนกเป็น (2.1) ต้นทุนเมื่อปิดโรงงานชั่วคราวคือ ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (กิจการยังต้องจ่าย) รวมทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายเมื่อกิจการจะกลับมาเปิดโรงงานผลิตสินค้าอีกครั้งหรือ Set Up Cost (2.2) ต้นทุนคงที่รวมหากกิจการจะเปิดดำเนินการผลิตต่อไป สำหรับเกณฑ์การตัดสินใจนั้นอาจใช้วิธีคำนวณ Shutdown Point ซึ่งมีสูตรดังนี้ ต้นทุนคงที่รวม หักด้วย (ต้นทุนคงที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมกับ Set Up Cost) แล้วหารด้วย กำไรส่วนเกินต่อหน่วย ซึ่งคำนวณได้โดยนำราคาขายต่อหน่วย หักด้วย ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย ผลการคำนวณหากพบว่า จำนวนหน่วยขายในปัจจุบันต่ำกว่า Shutdown Point กิจการควรปิดโรงงานชั่วคราว ในทางตรงกันข้ามหากจำนวนหน่วยขายในปัจจุบันสูงกว่า Shutdown Point กิจการก็ควรเปิดดำเนินการผลิตต่อไป
ตัวอย่างการวิเคราะห์: บริษัทแห่งหนึ่งผลิตและขายสินค้าชนิดหนึ่ง กำหนดราคาขายหน่วยละ 60 บาท ต้นทุนผันแปรหน่วยละ 45 บาท ต้นทุนคงที่รวมหากดำเนินการผลิตปกติคือ 3,000 บาท ในอดีตบริษัทขายสินค้าได้ 1,000 หน่วย แต่ในปัจจุบันจำนวนหน่วยขายลดลงเหลือเพียง 100 หน่วย บริษัทจึงกำลังตัดสินใจที่จะหยุดโรงงานชั่วคราว ทั้งนี้ หากปิดโรงงานชั่วคราวจะมีต้นทุนดังนี้ ต้นทุนคงที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 1,100 บาท และ Set Up Cost เมื่อจะกลับมาเปิดดำเนินการผลิตอีกครั้ง 100 บาท
คำนวณ Shutdown Point ได้โดย 3,000 – (1,100 + 100) หารด้วย 15 เท่ากับ 120 หน่วย แสดงว่าจำนวนหน่วยงานในปัจจุบันต่ำกว่า Shutdown Point ดังนั้น กิจการควรปิดโรงงานชั่วคราว
การพิจารณาสถานการณ์นี้อาจใช้แนวทางการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานเปรียบเทียบระหว่างทางเลือกคือ ทางเลือกที่จะเปิดดำเนินการผลิตต่อไป กับทางเลือกที่จะปิดโรงงานชั่วคราว ทางเลือกใดที่ส่งผลดีต่อกิจการมากกว่า ก็เลือกทางเลือกนั้น โดยทั่วไปคือ ทางเลือกใดขาดทุนต่ำกว่านั่นเอง
