สำหรับการแบ่งส่วนราชการภายในกรมนั้น ในกรณีที่เป็นกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม หากประสงค์จะแบ่งส่วนราชการก็ต้องดำเนินการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงออกเป็นกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเพื่อกำหนดให้มีส่วนราชการภายในของกรมนั้น ซึ่งส่วนราชการภายในที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการจะต้องมีฐานะเป็นกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง และในกรณีที่กรมใดมีความจำเป็นจะแบ่งส่วนราชการโดยให้มีส่วนราชการอื่นนอกจากสำนักงานเลขานุการกรมหรือกองก็ได้ กล่าวคือ อาจกำหนดให้มีส่วนราชการที่มีฐานะสูงกว่ากอง เช่น สำนัก สถาบัน ศูนย์ เป็นต้น
กรมซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง อาจแบ่งส่วนราชการดังนี้
(1) สำนักงานเลขานุการกรม
(2) กองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง เว้นแต่บางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นจะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้
กรมใดมีความจำเป็น จะแบ่งส่วนราชการโดยให้มีส่วนราชการอื่นนอกจาก (1) หรือ (2) ก็ได้ (มาตรา 31)
สำหรับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2543 ได้กำหนดให้การแบ่งส่วนราชการภายในกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมให้ออกเป็นกฎกระทรวงและให้ระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการไว้ในกฎกระทรวงด้วย ในกรณีที่เป็นกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม หากประสงค์จะแบ่งส่วนราชการก็ต้องดำเนินการโดยออกเป็นกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเพื่อกำหนดให้มีส่วนราชการภายในของกรมนั้น ซึ่งส่วนราชการภายในที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการจะต้องมีฐานะเป็นกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง
นอกจากนั้นมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวยังได้กำหนดไว้ด้วยว่า ในกรณีที่กรมใดมีความจำเป็นจะแบ่งส่วนราชการโดยให้มีส่วนราชการอื่นนอกจากสำนักงานเลขานุการกรมหรือกองก็ได้ กล่าวคือ อาจกำหนดให้มีส่วนราชการที่มีฐานะสูงกว่ากอง เช่น สำนัก สถาบัน ศูนย์ เป็นต้น แต่ถ้ากรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมประสงค์ที่จะแบ่งส่วนงานเป็นการภายในโดยส่วนงานนั้นมิได้มีฐานะเป็นกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง ก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการแบ่งส่วนราชการในกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมโดยกำหนดส่วนงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการแต่อย่างใด
ในการบริหารราชการส่วนราชการระดับกรมนั้น กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้กำหนดให้กรมหนึ่งมี “อธิบดี” คนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นไปตามเป้าหมาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวงและในกรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดอำนาจหน้าที่ของอธิบดีไว้เป็นการเฉพาะ การใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวให้คำนึงถึงนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรืออนุมัติ และนโยบาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวงด้วย
สำหรับการบริหารราชการของส่วนราชการภายในกรมโดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานเลขานุการกรมจะมี “อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของกรมและราชการที่มิได้แยกให้เป็นหน้าที่ของกองหรือส่วนราชการใด” ในการบริหารราชการนั้นกรมจะมี “เลขานุการกรม”เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานเลขานุการกรม และส่วนราชการในระดับกองนั้นให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้น ๆ โดยให้มีผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากอง หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่าผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้ากอง หรือหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ
กล่าวโดยสรุป การแบ่งส่วนราชการของกรมซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สามารถแบ่งส่วนราชการออกเป็น “สำนักงานเลขานุการกรม”“กอง” หรือ “ส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง” เว้นแต่บางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นจะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้ และกรมใดมีความจำเป็น จะแบ่งส่วนราชการโดยให้มีส่วนราชการอื่นนอกจาก “สำนักงานเลขานุการกรม” และ “กอง” ก็ได้โดยสามารถแบ่งส่วนราชการออกเป็น สำนัก สถาบัน ศูนย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรม โดยจะต้อง “ออกกฎกระทรวง” ระบุอำนาจหน้าที่ สำนัก สถาบัน ศูนย์ ไว้เป็นการเฉพาะว่ามีพันธกิจและอำนาจหน้าที่ใดบ้างและมีความจำเป็นอย่างไร ในการแบ่งส่วนราชการดังกล่าวขึ้นมาเป็นส่วนราชการใหม่ในการบริหาราชการ
บรรณานุกรม
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 17 )พ.ศ. 2559
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2562
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2564
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2546
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2553
