ในปัจจุบันสภาพการแข่งขันทางธุรกิจทวีความรุนแรงมากขึ้น องค์กรธุรกิจจึงต้องการข้อมูลทางการตลาดเพื่อตัดสินใจทางการตลาดในหลากหลายด้าน ทั้งส่วนประสมทางการตลาด การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ทัศนคติ รสนิยม และความพึงพอใจของลูกค้า ความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ที่วางจำหน่ายในท้องตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การพิจารณาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคให้ได้ดีที่สุด การวิจัยและศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งองค์กรธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากผลที่ได้จากการวิจัยการตลาดเพื่อช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินงานด้านการตลาดต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การออกแบบการวิจัย (Research Design) หมายถึง การกำหนดแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน โดยมีการกำหนดรูปแบบหรือโครงร่างในการทำวิจัยไว้ล่วงหน้า ศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง วางกรอบและกำหนดขอบเขตและวางรูปแบบในการวิจัย และรูปแบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดรูปแบบและระเบียบวิธีวิจัยให้เหมาะสมกับลักษณะของงานวิจัยที่ต้องการทำ โดยผู้วิจัยควรต้องมีการระบุกิจกรรมและรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ เริ่มตั้งแต่ การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย ระบุสมมุติฐาน กำหนดตัวแปร กำหนดนิยามคำสำคัญ การสร้างเครื่องมือ การเตรียมการจัดเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการประมวลผล ไปจนถึงการนำเสนอผลที่ได้หรือการเขียนรายงานการวิจัย
เมื่อได้ออกแบบการวิจัยจะถือว่าเป็นการวางโครงสร้างให้กับงานวิจัยที่ผู้วิจัยต้องการจะทำ เพื่อใช้ยึดถือเป็นแนวทางในการทำวิจัยช่วยให้การทำวิจัยบรรลุผลตามเป้าหมายและตอบปัญหาของการทำวิจัยที่ผู้วิจัยต้องการค้นหาคำตอบได้อย่างถูกต้อง น่าเชื่อถือ ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้ทรัพยากรและเงื่อนไขต่างๆ ที่มีการออกแบบการวิจัยนั้นสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่แบบที่ง่ายและสะดวก แต่อาจมีข้อบกพร่องบ้างในบางประเด็น หรือแบบที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด ซึ่งผู้วิจัยจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะทำการออกแบบการวิจัยแบบใด โดยพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์และบริบทต่างๆ ของผู้ทำวิจัย ได้แก่ ประชากรการวิจัย ทรัพยากรที่มีและข้อจำกัดด้านต่างๆ เป็นต้น
