รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศไทยแบ่งเป็นรายได้ที่มาจากคนไทยมูลค่า 1,071,342.10 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35 และเป็นเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวที่ประเทศไทย 1,912,183.56 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 65 (สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 2563) โดยมูลค่าอันดับหนึ่งของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว คือการจ่ายสำหรับโรงแรม ปี พ.ศ. 2561 เท่ากับ 762,002 ล้านบาท สอดคล้องกับดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว (Travel & Tourism Competitive Index) ระบุใน The Travel & Tourism Competitive Report 2019 ที่นำเสนอใน World Economic Forum ได้จัดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 31 จากทั้งหมด 140 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสูงขึ้นจากปี 2017 ถึง 3 อันดับ ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจท่องเที่ยวของไทยที่ดีขึ้น
ด้วยมูลค่าตลาดธุรกิจโรงแรมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากจากรัฐ ทำให้มีการเกิดผู้ประกอบรายใหม่ของธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงจากจำนวนสถานประกอบการที่พักแรมทั่วประเทศ ณ พ.ศ. 2561 ที่มีถึง 24,390 แห่ง (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, การสำรวจที่พักแรม พ.ศ. 2561) อีกทั้งยังมีทางเลือกที่พักที่ไม่ถือเป็นสถานประกอบการโดยมีสื่อกลางในการบริการจัดหาที่พักที่เรียกว่า Airbnb มีลักษณะเป็นการแบ่งปันบ้านบางส่วนจากเจ้าของบ้านในการให้นักท่องเที่ยวได้มาเข้าพัก ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของการสะท้อนให้เห็นการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น นอกเหนือจากจำนวนสถานประกอบการที่เพิ่มขึ้นและการจัดส่งเสริมการขาย
ธุรกิจโรงแรมเป็นภาคบริการที่ลูกค้าคือส่วนสำคัญในการสร้างผลการดำเนินงานทางการเงินให้แก่กิจการ ดังนั้นการสร้างพึงพอใจในการใช้บริการของลูกค้า การสร้างความน่าเชื่อถือให้เข้าสู่การครองใจผู้บริโภคเป็นการยากที่ลอกเลียนของคู่แข่งขัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มากกว่าเพียงการลดราคาในการส่งเสริมการขาย การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าส่งผลการเกิดความจงรักภักดี (loyalty) ซึ่งเป็นการมาใช้บริการซ้ำและสร้างการบอกต่อ ถือเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่กิจการ
สายการบิน American Airline เป็นกิจการแรกของธุรกิจสายการบินที่สร้าง frequent-guest program ในปี ค.ศ. 1981 เป็นรางวัลให้กับนักท่องเที่ยวที่ภักดีกับสายการบิน ซึ่งสำหรับธุรกิจที่พัก InterContinental Hotels Group (IHG) เครือโรงแรมขนาดใหญ่ของประเทศอังกฤษเป็นผู้นำในการนำเสนอ loyalty program โดยในปัจจุบันด้วยสภาวะการแข่งขันที่สูงการสร้าง loyalty program ของแต่ละโรงแรมจึงเป็นที่นิยมแพร่หลาย (Hua, Wei, DeFranco and Wang, 2017) สำหรับเครือโรงแรมขนาดใหญ่ที่แต่เดิมเกิดจากการซื้อกิจการเปลี่ยนเป็นรับจ้างบริหารโรงแรมเรียกว่าเครือโรงแรมหรือเชน ซึ่งทั่วโลกมี 10 เครือโรงแรม อาทิInterContinental Hotels Group (IHG), Hilton Hotels Corporation, Marriott International, Wyndham Hotel Group, Accor, Choice Hotels, Best Western, Starwood Hotels and Resorts, Hyatt และ Carlson Hotels Worldwide (TERRABKK,2020)
โรงแรมจำนวนมากที่เข้าร่วมในการทำ loyalty program เพื่อสร้างปริมาณการกลับมาใช้บริการของลูกค้าอีกครั้ง (Pelrier, 2016) ซึ่งในเครือโรงแรมขนาดใหญ่มีสมาชิก loyalty program เพิ่มมากขึ้นจากอดีต โดยในปี 2015 มีจำนวน 344 ล้านคน โดย IHG Rewards Club ของ InterContinental Hotels Group เป็นโปรแกรมความจงรักภักดีของโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีสมาชิกมากกว่า 92 ล้านคน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2015 แต่มีแนวโน้มว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกไม่มีการใช้งานหรือแลกแต้มเพื่อเข้าใช้งานภายใน 18 เดือนที่ผ่านมา อาทิ Hilton HHonors ของ Hilton Worldwide เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ใหญ่ที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนคืนห้องที่จอง ตามรายงานประจำปีจาก Hilton สมาชิกของโปรแกรม HHonors คิดเป็น 52 เปอร์เซ็นต์ของการเข้าพักในปี 2015 และ 50 เปอร์เซ็นต์ในปี 2014 ในขณะที่ทั้งโปรแกรมของ Marriott และ Starwood คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของการเข้าพักตลอดทั้งปี โปรแกรม Hyatt Gold Passport คิดเป็น 35 และ 36 เปอร์เซ็นต์ของการจองห้องพักคืนในช่วงปี 2015 และ 2014 ตามลำดับ
